Please use this identifier to cite or link to this item:
http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7464Full metadata record
| DC Field | Value | Language |
|---|---|---|
| dc.contributor.author | ฌญภัค กรกัญญพัชร | - |
| dc.date.accessioned | 2026-08-31T02:35:22Z | - |
| dc.date.available | 2026-08-31T02:35:22Z | - |
| dc.date.issued | 2569 | - |
| dc.identifier.uri | http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7464 | - |
| dc.description | วิทยานิพนธ์ ปร.ด. สาขาวิชานวัตกรรมทางการวัดผลการเรียนรู้ | en_US |
| dc.description.abstract | การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างแบบสอบวินิจฉัยสามระดับ เรื่อง จํานวนเต็ม โดย ประยุกต์ใช้แผนที่ภาวะสันนิษฐาน 2) เพื่อหาคุณภาพของแบบสอบ และ 3) เพื่อวินิจฉัยความบกพร่อง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ดําเนินการวิจัยเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การสร้างแบบสอบ กลุ่ม ตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จํานวน 30 คน สําหรับการสัมภาษณ์ด้วยเทคนิคการคิด ออกเสียงเพื่อสร้างตัวเลือก และจํานวน 10 คน สําหรับการทดลองใช้เพื่อตรวจสอบความเข้าใจภาษา เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลการสัมภาษณ์นักเรียน และแบบประเมินความตรงเชิงเนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าดัชนีความสอดคล้องและการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 การหาคุณภาพแบบ สอบ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จํานวน 90 คน สําหรับการศึกษานําร่อง (คัดเลือก 30 คน เก็บข้อมูลด้วยเทคนิคการคิดออกเสียง) และจํานวน 630 คน จากโรงเรียนสาธิตในสังกัด มหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐ สําหรับการศึกษาหลัก เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบวินิจฉัยสามระดับ แบบบันทึกผลการวินิจฉัยด้วยเทคนิคการคิดออกเสียง และระบบแบบสอบวินิจฉัยออนไลน์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความยากและค่าอํานาจจําแนกตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม ค่าสัดส่วนของความ สอดคล้องและค่าสัมประสิทธิ์แคปปาของโคเฮนสําหรับตรวจสอบความตรงตามสภาพ การวิเคราะห์ รายข้อตามทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบ 3 พารามิเตอร์ ด้วยโปรแกรม IRTPRO ค่าสัมประสิทธิ์ ความเที่ยง KR-20 และค่าความเที่ยงเชิงสารสนเทศ (EAP reliability) ระยะที่ 3 การวินิจฉัยความ บกพร่อง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนกลุ่มเดียวกับการศึกษาหลักในระยะที่ 2 จํานวน 630 คน เครื่องมือ ที่ใช้ คือ แบบสอบวินิจฉัยสามระดับ เรื่อง จํานวนเต็ม จํานวน 100 ข้อ ครอบคลุม 6 เนื้อหาย่อย ได้แก่ จํานวนเต็ม การบวก การลบ การคูณ การหาร และสมบัติของการบวกและการคูณจํานวนเต็มง ผ่านเว็บไซต์ข้างต้น สถิติที่ใช้ ได้แก่ การจําแนกนักเรียนเข้ากลุ่มการวินิจฉัยหลักด้วยค่าฐานนิยม ค่าความถี่ และร้อยละ จําแนกตามเนื้อหาย่อยทั้ง 6 เรื่อง ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบสอบวินิจฉัยสามระดับที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วยข้อสอบ 100 ข้อ ครอบคลุมเนื้อหาย่อย 6 เรื่อง พัฒนาจากแผนที่ภาวะสันนิษฐานร่วมกับเทคนิคการคิด ออกเสียงกับนักเรียน 30 คน เพื่อสร้างตัวเลือกในระดับเนื้อหาและระดับเหตุผลและระบบแบบสอบ วินิจฉัยแบบออนไลน์บนเว็บไซต์ https://integer-diagnostic.pages.dev/ ซึ่งสามารถแสดงผลการ วินิจฉัยรายบุคคลได้ทันที พร้อมระบบสําหรับครูผู้สอนใช้ติดตามผลการวินิจฉัยของนักเรียน 2) แบบสอบวินิจฉัยสามระดับมีคุณภาพผ่านเกณฑ์ทุกด้าน ได้แก่ ด้านความตรงเชิงเนื้อหา ข้อสอบ ทุกข้อมีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป ด้านความตรงตามสภาพค่าสัดส่วนของความ สอดคล้องในภาพรวมคิดเป็นร้อยละ 86.11 และค่าสัมประสิทธิ์แคปปาของโคเฮนเท่ากับ 0.74 อยู่ใน ระดับสอดคล้องดี ด้านคุณภาพรายข้อตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม จากการวิเคราะห์ข้อสอบ 165 ข้อ พบว่า ผ่านเกณฑ์จํานวน 138 ข้อ คิดเป็นร้อยละ 83.64 ผู้วิจัยคัดเลือกข้อสอบที่มีค่าอํานาจ จําแนกสูงสุดในแต่ละจุดประสงค์ คงเหลือ 100 ข้อ สําหรับนําไปใช้ในการศึกษาหลัก ด้านคุณภาพราย ข้อตามทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบ 3 พารามิเตอร์ ข้อสอบทั้ง 100 ข้อ มีค่าอํานาจจําแนก อยู่ระหว่าง 0.95 ถึง 2.50 ค่าความยากอยู่ระหว่าง -2.28 ถึง -0.08 และค่าการเดาอยู่ระหว่าง 0.09 ถึง 0.27 ผ่านเกณฑ์ทุกข้อ และด้านความเที่ยง ค่าสัมประสิทธิ์ KR-20 ของแบบสอบในแต่ละเนื้อหา ย่อยมีค่าตั้งแต่ 0.76 ถึง 0.81 ผ่านเกณฑ์ที่กําหนด และมีค่าความเที่ยงเชิงสารสนเทศ (EAP reliability) อยู่ระหว่าง 0.60 ถึง 0.83 และ 3) ผลการวินิจฉัยความบกพร่องของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จํานวน 630 คน พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ถูกจําแนกอยู่ใน 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มขาดความรู้และกลุ่มมีความรู้อย่างแท้จริง โดยเนื้อหาย่อยที่มีสัดส่วนนักเรียนในกลุ่มมีความรู้ อย่างแท้จริงสูงที่สุด คือ เรื่อง จํานวนเต็มและการบวกจํานวนเต็ม คิดเป็นร้อยละ 41.90 เท่ากัน ในขณะที่เนื้อหาย่อยที่มีสัดส่วนนักเรียนในกลุ่มขาดความรู้สูงที่สุด คือ เรื่อง สมบัติของการบวกและ การคูณจํานวนเต็ม คิดเป็นร้อยละ 60.95 สําหรับกลุ่มที่มีมโนทัศน์คลาดเคลื่อน พบว่า กลุ่มมีมโนทัศน์ คลาดเคลื่อนแบบผิดเชิงบวกมีสัดส่วนสูงที่สุดในเนื้อหาย่อย เรื่อง การคูณจํานวนเต็ม คิดเป็นร้อยละ 11.90 และการบวกจํานวนเต็ม คิดเป็นร้อยละ 11.75 ส่วนกลุ่มเดาคําตอบถูกหรือขาดความมั่นใจ พบสัดส่วนน้อยมากในทุกเนื้อหาย่อยคิดเป็นร้อยละ 0.16 ถึง 0.63Title DEVELOPMENT OF A THREE-TIER D | en_US |
| dc.language.iso | tha | en_US |
| dc.publisher | มหาวิทยาลัยนเรศวร | en_US |
| dc.subject | แบบสอบวินิจฉัยสามระดับ | en_US |
| dc.subject | แผนที่ภาวะสันนิษฐาน | en_US |
| dc.title | การพัฒนาแบบสอบวินิจฉัยสามระดับ เรื่อง จํานวนเต็ม โดยประยุกต์ใช้แผนที่ภาวะสันนิษฐาน | en_US |
| dc.title.alternative | DEVELOPMENT OF A THREE-TIER DIAGNOSTIC TEST ON INTEGERS BY APPLYING CONSTRUCT MAPS | en_US |
| dc.type | Thesis | en_US |
| Appears in Collections: | คณะศึกษาศาสตร์ | |
Files in This Item:
| File | Description | Size | Format | |
|---|---|---|---|---|
| ChayapakKornkunyaphat.pdf | 23.89 MB | Adobe PDF | View/Open |
Items in NU Digital Repository are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.
