Please use this identifier to cite or link to this item:
http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7339| Title: | รูปแบบการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เชิงวิพากษ์ เพื่อลดอคติทางเชื้อชาติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ |
| Other Titles: | CRITICAL HISTORICAL LEARNING MANAGEMENT MODEL TO REDUCE RACIAL BIAS AMONG MATTAYOM 1 STUDENTS |
| Authors: | ศรัณย์ กิ่งรุ้งเพชร์ |
| Keywords: | การจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เชิงวิพากษ์ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การลดอคติทางเชื้อชาติ |
| Issue Date: | 2568 |
| Publisher: | มหาวิทยาลัยนเรศวร |
| Abstract: | วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาของการจัดการเรียนรู้ ประวัติศาสตร์เชิงวิพากษ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ ประวัติศาสตร์เชิงวิพากษ์เพื่อลดอคติทางเชื้อชาติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยเป็นการวิจัย เชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ศึกษานิเทศก์ และครูผู้สอนกลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ด้วยการเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เชิงวิพากษ์ เพื่อลดอคติทางเชื้อชาติในปัจจุบัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แนวคำถามในการสัมภาษณ์เกี่ยวกับรูปแบบ การจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เชิงวิพากษ์เพื่อลดอคติทางเชื้อชาติ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ของศึกษานิเทศก์ และครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 2) แนวคำถามในการสนทนากลุ่มเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เชิงวิพากษ์ ในปัจจุบัน เพื่อลดอคติทางเชื้อชาติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของนักเรียน 3) แนวคำถาม ในการสัมภาษณ์เกี่ยวกับกับการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เชิงวิพากษ์ในปัจจุบัน เพื่อลดอคติทางเชื้อชาติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 4) แนวคำถามการสนทนากลุ่ม หลังจาก การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์เพื่อลดอคติทางเชื้อชาติของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 5) แผนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เชิงวิพากษ์เพื่อลดอคติทางเชื้อชาติ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 6) แบบประเมินทักษะประวัติศาสตร์เชิงวิพากษ์และ การลดอคติ โดยเครื่องมือทั้ง 6 ชิ้นจะนำผลลัพธ์มาวิเคราะห์แบบอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า ผลการศึกษารูปแบบการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เชิงวิพากษ์ เพื่อลดอคติทางเชื้อชาติ ในปัจจุบันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า การจัดการเรียนรู้ยังคงยึดติดกับอุดมการณ์รัฐชาติ ที่เน้นประวัติศาสตร์สงครามและวีรกรรมของผู้นำ ซึ่งเป็นการนิยามความเป็นไทยที่คับแคบและผลิตซ้ำภาพจำให้เพื่อนบ้านเป็นศัตรู การสอนส่วนใหญ่อิงปรัชญาสารัตถะนิยมที่มุ่งเน้นการบรรยาย เพื่อท่องจำ ความรู้เพียงชุดเดียวจากตำราเรียน โดยมีครูเป็นผู้ผูกขาดความรู้ ทำให้นักเรียนตกอยู่ในสภาวะ จำยอม เป็นเพียงผู้รับสารที่ขาดทักษะการคิดวิพากษ์ ท่ามกลางบรรยากาศห้องเรียนแบบอำนาจนิยม ที่ปิดกั้นการตั้งคำถาม และมักมองความเห็นต่างทางประวัติศาสตร์เป็นเรื่องไม่รักชาติ ผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เชิงวิพากษ์ เพื่อลดอคติทางเชื้อชาติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์แบบองค์รวม โดยเริ่มจาก เนื้อหา ที่ต้องก้าวพ้นวาทกรรมประวัติศาสตร์ชาตินิยมและชนชั้นนำ ไปสู่ประวัติศาสตร์สังคมและ วัฒนธรรมร่วมที่สะท้อนการหลอมรวมและพึ่งพาอาศัยกันของผู้คนหลากหลายกลุ่ม ควบคู่ไปกับ การเปลี่ยนการสอนเป็นแนวทางพิพัฒนาการนิยม ผ่านการวิเคราะห์หลักฐานประวัติศาสตร์คู่ขนาน และการใช้บทบาทสมมติเพื่อสร้างความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ นอกจากนี้ต้องมีการปรับ บทบาทของครูต้องลดทอนอำนาจลงเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกที่เป็นกลาง เพื่อให้ผู้เรียนพลิก บทบาทเป็นผู้สืบค้นและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ภายใต้บริบทการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงความหลากหลาย ของชุมชนเข้าสู่บทเรียน และสถาปนาห้องเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่อนุญาตให้ผู้เรียนสามารถ ถกเถียงหรือตั้งคำถามต่อประวัติศาสตร์กระแสหลักได้อย่างมีเสรีภาพโดยปราศจากการตีตรา จากนั้น นำแนวทางดังกล่าวไปพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย กิจกรรมการเรียนรู้ 6 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การตั้งคำถามเชิงประวัติศาสตร์ (Formulating Historical Questions) ขั้นที่ 2 การสืบค้น และรวบรวมหลักฐาน (Searching and Gathering Evidence) ขั้นที่ 3 การวิเคราะห์และตีความหลักฐาน (Analyzing and Interpreting Evidence) ขั้นที่ 4 การสังเคราะห์และสร้างความเข้าใจใหม่ (Synthesizing and Constructing New Understanding) ขั้นที่ 5 การนำเสนอและสะท้อนคิด (Presenting and Reflecting) หลังจากการจัดกิจกรรมพบว่า นักเรียนมีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์อยู่ในระดับสูงมาก (𝑥̅ = 3.38, S.D. = 0.64) และจากการสนทนากลุ่มพบว่า นักเรียนตระหนักถึงรากเหง้า ของอคติและ มายาคติ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ความสำคัญของการคิดเชิงวิพากษ์และการรู้เท่าทันสื่อ พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองเป็นพลเมืองตื่นรู้ที่มีบทบาทในการหยุดยั้งวงจรความเกลียดชังในสังคม |
| Description: | วิทยานิพนธ์ กศ.ม. สังคมศึกษา |
| URI: | http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7339 |
| Appears in Collections: | คณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และการสื่อสาร |
Files in This Item:
| File | Description | Size | Format | |
|---|---|---|---|---|
| SaranKingrungpetch.pdf | 5.57 MB | Adobe PDF | View/Open |
Items in NU Digital Repository are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.
