Please use this identifier to cite or link to this item:
http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7247| Title: | การพัฒนาการบริหารโรงเรียนชุมชนแห่งการเรียนรู้ (SLC) ตามแนวทางการประเมินเชิงพัฒนา (DE) ของเครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM-N) ระดับมัธยมศึกษา จังหวัดพิจิตร |
| Other Titles: | Development of school management as learning community (SLC) based on the developmental evaluation (DE) approach of the teacher and school quality movement-network (TSQM-N) at the secondary education level in phichit province |
| Authors: | ปิยวรรณ หงษ์สุวรรณ |
| Issue Date: | 2568 |
| Publisher: | มหาวิทยาลัยนเรศวร |
| Abstract: | การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาการบริหารโรงเรียนชุมชนแห่งการเรียนรู้ (SLC) ตามแนวทางการประเมินเชิงพัฒนา (DE) ของเครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM-N) ระดับ มัธยมศึกษา จังหวัดพิจิตรโดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ 2) เพื่อศึกษาผลการพัฒนาการบริหารโรงเรียน ชุมชนแห่งการเรียนรู้ (SLC) ตามแนวทางการประเมินเชิงพัฒนา (DE) ของเครือข่ายโรงเรียนพัฒนา ตนเอง (TSQM-N) ระดับมัธยมศึกษา จังหวัดพิจิตร ตามผลลัพธ์หลัก(KRA)และตัวชี้วัดความสำเร็จ(KPI) 3) เพื่อถอดบทเรียนการพัฒนาพัฒนาการบริหารโรงเรียนชุมชนแห่งการเรียนรู้ (SLC) ตามแนวทาง การประเมินเชิงพัฒนา (DE) ของเครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM-N) ระดับมัธยมศึกษา จังหวัด พิจิตร การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการ 3 วงรอบ ได้แก่ ระยะต้นน้ำ ระยะกลางน้ำ และระยะปลายน้ำ กลุ่มผู้เข้าร่วมวิจัยประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครู คณะทำงานเครือข่าย โรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM-N) ระดับมัธยมศึกษาจังหวัดพิจิตร ผู้ปกครองและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนผู้เรียนในโรงเรียนเครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM-N) ระดับมัธยมศึกษา จังหวัดพิจิตร จำนวน 5 โรงเรียน ได้แก่ 1) โรงเรียนพิบูลธรรมเวทวิทยา 2) โรงเรียนวังตะกูราษฎร์อุทิศ 3) โรงเรียน ห้วยยาวพิทยาคม 4) โรงเรียนโพธิ์ไทรงามวิทยาคม และ5) โรงเรียนท่าเสาพิทยาคม เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย ได้แก่ กระบวนการและคู่มือการพัฒนา แบบประเมินผลการดำเนินงาน แบบประเมิน ความรู้ความเข้าใจ ด้านการบริหารโรงเรียนชุมชนแห่งการเรียนรู้ (SLC) ตามแนวทางการประเมิน เชิงพัฒนา (DE) แบบประเมินทักษะผู้นำวงสนทนาและผู้จดบันทึก ตลอดจนแบบประเมินผลลัพธ์ตามกรอบ KRA และ KPI วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย(𝑥̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D) และ การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) การพัฒนาการบริหารโรงเรียนชุมชนแห่งการเรียนรู้ตามแนวทางการประเมินเชิงพัฒนา ที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ 1) กระบวนการและแบบประเมินพัฒนา 2) ผลผลิต (Output) ซึ่งครอบคลุมผลลัพธ์หลัก 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการโรงเรียน ด้านผู้บริหาร สถานศึกษา ด้านครู ด้านคณะทำงานเครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเองระดับมัธยมศึกษาจังหวัดพิจิตร และด้านผู้ปกครองและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ 3) ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ (Outcome) ด้านคุณภาพ ผู้เรียน โดยกระบวนการพัฒนาประกอบด้วย 3 ระยะ คือ ระยะต้นน้ำ ระยะกลางน้ำ และระยะ ปลายน้ำ ซึ่งในแต่ละระยะประกอบด้วยขั้นวางแผน ขั้นปฏิบัติการประเมินและพัฒนา ขั้นประเมินผล และขั้นสะท้อนผลและพัฒนาอย่างเป็นระบบ 2) ผลการพัฒนาการบริหารโรงเรียนชุมชนแห่งการเรียนรู้ (SLC) ตามแนวทางการประเมิน เชิงพัฒนา (DE) ของเครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM-N) ระดับมัธยมศึกษา จังหวัดพิจิตร ตามผลลัพธ์หลัก(KRA)และตัวชี้วัดความสำเร็จ(KPI) ในระยะต้นน้ำ มีการพัฒนาความพร้อมของ บุคลากรผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับแนวคิด SLC แนวคิดการประเมินเชิงพัฒนา การคิดเชิง ระบบ ตลอดจนบทบาทของผู้นำวงสนทนาและผู้จดบันทึก ผลการประเมินความรู้ความเข้าใจของผู้เข้า รับการอบรมพบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.95 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.22 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านแนวคิดโรงเรียนชุมชนแห่งการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านการคิดเชิงระบบ และด้านการประเมินเชิงพัฒนา สะท้อนให้เห็นว่าผู้เข้ารับการอบรมมี ความรู้ความเข้าใจและความพร้อมในการนำกระบวนการไปใช้ในการพัฒนาการบริหารโรงเรียนได้อย่าง มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ โรงเรียนยังมีการกำหนดวิสัยทัศน์ร่วม (Share Vision) และกำหนด KRA/KPI ร่วมกัน พร้อมออกแบบโครงการและกิจกรรมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา รวมทั้งสิ้น 6 โครงการ 18 กิจกรรม ในระยะกลางน้ำ โรงเรียนในเครือข่ายได้นำแผนงาน โครงการ และกิจกรรมไปปฏิบัติจริง ตามบริบทของแต่ละโรงเรียน มีการติดตาม ตรวจสอบ และสะท้อนผลการดำเนินงานผ่านตัวชี้วัด ความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ผลการดำเนินงานโดยรวมพบว่า โครงการและกิจกรรมส่วนใหญ่สามารถ ดำเนินการบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนโรงเรียนสู่การ เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม ยังพบกิจกรรมบางส่วนที่ยังไม่บรรลุผลอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะกิจกรรมด้านการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนที่ยังขาดความต่อเนื่อง และกิจกรรม ด้านการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การใช้เทคโนโลยี และการสะท้อนคิดของผู้เรียน ซึ่งถูกนำมาวิเคราะห์ช่องว่าง (Gap Analysis) และปรับปรุงแผนการดำเนินงานในรอบถัดไป สะท้อนให้เห็นการใช้ ข้อมูลย้อนกลับและการเรียนรู้ร่วมกันตามหลักการของการประเมินเชิงพัฒนาอย่างแท้จริง ในระยะปลายน้ำ ผลการประเมินการพัฒนาพบว่า โดยภาพรวมหลังการพัฒนามีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.96 อยู่ในระดับมากที่สุด สูงกว่าก่อนการพัฒนา ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.99 และเมื่อพิจารณา เปรียบเทียบรายด้าน พบว่า ทุกด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านผู้ปกครองและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีค่าเฉลี่ย 4.97 รองลงมาคือ ด้านคณะทำงานเครือข่ายโรงเรียน พัฒนาตนเอง มีค่าเฉลี่ย 4.96 และด้านผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าเฉลี่ย 4.93 ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านผู้เรียน มีค่าเฉลี่ย 4.63 แม้อยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน ผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ารูปแบบที่ พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ ช่วยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจน 3) ผลการถอดบทเรียนการพัฒนาการบริหารโรงเรียนชุมชนแห่งการเรียนรู้ ( SLC) ตามแนวทางการประเมินเชิงพัฒนา(DE)ของเครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง(TSQM-N) ระดับ มัธยมศึกษา จังหวัดพิจิตร เมื่อพิจารณาเชิงลึกตามผลลัพธ์หลัก พบว่า ด้านการบริหารจัดการโรงเรียนมีความก้าวหน้า ในเรื่องการกำหนดวิสัยทัศน์ร่วม การสร้างค่านิยมร่วมขององค์กร การใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ การบริหารภายใต้ความซับซ้อน และการประยุกต์ใช้การคิดเชิงระบบและการประเมินเชิงพัฒนา ในการขับเคลื่อนโรงเรียน ด้านผู้บริหารสถานศึกษาพบว่าผู้บริหารมีพัฒนาการจากบทบาทผู้ควบคุม งานไปสู่การเป็นผู้นำการเรียนรู้และผู้อำนวยการเรียนรู้ (Facilitator) มากขึ้น สามารถสร้างวัฒนธรรม องค์กรแห่งการเรียนรู้ ความไว้วางใจ และพื้นที่ปลอดภัยทางความคิดภายในโรงเรียน ด้านครูพบว่าเกิด การเปลี่ยนแปลงเชิงวิชาชีพอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันผ่านกระบวนการ PLC การศึกษาชั้นเรียน การเปิดชั้นเรียน และการใช้ข้อมูลสะท้อนผลเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ด้านคณะทำงานเครือข่ายพบว่าสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกกลางของการเรียนรู้ร่วม การสนทนาแบบ สะท้อนร่วม และการสังเคราะห์บทเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนด้านผู้ปกครองและผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียพบว่ามีการรับรู้ เข้าร่วม และสนับสนุนการพัฒนาโรงเรียนมากขึ้น เกิดความไว้วางใจ ความร่วมมือ และความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างโรงเรียนกับชุมชนมากยิ่งขึ้น สำหรับผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ด้านคุณภาพผู้เรียน พบว่า ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านบทบาทเชิง รุกในการเรียนรู้ การเรียนรู้ร่วมกันในบรรยากาศที่ปลอดภัย การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ความรับผิดชอบร่วม การคิดวิเคราะห์ การสะท้อนผลการเรียนรู้ และการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม มากขึ้น โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูง ได้แก่ การส่งเสริมบทบาทเชิงรุกของผู้เรียน การเรียนรู้ร่วมกัน ในบรรยากาศที่ปลอดภัย การพัฒนาทักษะการสื่อสารและการทำงานเป็นทีม และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ส่วนด้านที่ยังต้องพัฒนาเพิ่มเติม คือ การพัฒนา วินัยในตนเองและการกำกับการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งแม้จะอยู่ในระดับมากที่สุด แต่มีค่าเฉลี่ยต่ำกว่า ด้านอื่น สะท้อนว่าผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียนในฐานะผลลัพธ์ปลายทางจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาและ ความต่อเนื่องของการพัฒนาทั้งระบบ ข้อค้นพบสำคัญของการวิจัยครั้งนี้ คือ การบูรณาการแนวคิดโรงเรียนชุมชนแห่งการเรียนรู้ การประเมินเชิงพัฒนา และการคิดเชิงระบบ สามารถใช้เป็นกลไกเชิงระบบในการส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมกันของบุคลากรในโรงเรียนและเครือข่าย ช่วยให้โรงเรียนสามารถกำหนดวิสัยทัศน์ร่วม ออกแบบ โครงการและกิจกรรมบนฐานข้อมูล ใช้การสะท้อนผลและข้อมูลย้อนกลับเพื่อปรับปรุงการดำเนินงาน อย่างต่อเนื่อง และเชื่อมโยงการพัฒนาระหว่างโรงเรียนกับเครือข่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม องค์ความรู้ ใหม่จากการวิจัยครั้งนี้จึงเป็นการพัฒนาการบริหารโรงเรียนที่เหมาะสมกับบริบทของเครือข่ายโรงเรียน พัฒนาตนเองระดับมัธยมศึกษา และสามารถยกระดับคุณภาพการบริหารสถานศึกษาและคุณภาพ ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ |
| Description: | วิทยานิพนธ์ กศ.ด. การบริหารการศึกษา |
| URI: | http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7247 |
| Appears in Collections: | คณะศึกษาศาสตร์ |
Files in This Item:
| File | Description | Size | Format | |
|---|---|---|---|---|
| PiyawanHongsuwan.pdf | 9.93 MB | Adobe PDF | View/Open |
Items in NU Digital Repository are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.
