Please use this identifier to cite or link to this item: http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7502
Title: รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์เพื่อส่งเสริมประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู
Other Titles: A STRATEGIC MANAGEMENT MODEL TO PROMOTE TEACHER WORK EFFECTIVENESS
Authors: นิรุทธ์ แก้วนิคม
Keywords: รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์
ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู
SOAR Analysis
OKRs
CFRs
Issue Date: 2568
Publisher: มหาวิทยาลัยนเรศวร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาและพัฒนารูปแบบการบริหาร เชิงกลยุทธ์ เพื่อส่งเสริมประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู 2) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการบริหาร เชิงกลยุทธ์ เพื่อส่งเสริมประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู และ 3) เพื่อถอดบทเรียนการพัฒนารูปแบบ การบริหารเชิงกลยุทธ์ เพื่อส่งเสริมประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู โดยบูรณาการหลักการบริหาร เชิงกลยุทธ์เข้ากับแนวคิด SOAR Analysis สำหรับการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและกำหนดกลยุทธ์ แนวคิด Objectives and Key Results (OKRs) สำหรับการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ ระบบ CFRs (Conversations, Feedback, Recognition) สำหรับการนิเทศและสนับสนุน และ After Action Review (AAR) สำหรับการควบคุมและประเมินกลยุทธ์ ภายใต้กรอบมาตรฐานตำแหน่งและ การประเมินผลการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์ ก.ค.ศ. ว19/2567 การวิจัยครั้งนี้ใช้การผสมผสานระหว่างการวิจัยและพัฒนา ( Research and Development: R&D) กับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research: AR) แบ่งกระบวนการวิจัย ออกเป็น 3 ระยะ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดำเนินการ ณ โรงเรียนน้ำหนาววิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบูรณ์ กลุ่มผู้ร่วมวิจัย จำนวน 30 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน 1 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียน 1 คน หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 คน และ ครูผู้สอน 20 คน โดยมีครูที่ได้รับการประเมินประสิทธิผลการปฏิบัติงาน จำนวน 28 คน ระยะที่ 1 การศึกษาและพัฒนารูปแบบ ประกอบด้วยการศึกษาพหุกรณีศึกษา (Multiple Case Study) สภาพ ปัจจุบันเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของครูจากโรงเรียนมัธยมศึกษา 3 ขนาด การสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้เชี่ยวชาญด้าน OKRs และ SOAR Analysis จำนวน 4 ท่าน การออกแบบและสร้างรูปแบบ และ การตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 8 ท่าน ระยะที่ 2 การศึกษาผลการใช้รูปแบบ ดำเนินการวิจัย เชิงปฏิบัติการ 2 วงรอบ วงรอบละ 18 สัปดาห์ รวม 36 สัปดาห์ แต่ละวงรอบใช้กระบวนการบริหารง เชิงกลยุทธ์ 3 ขั้นตอน 7 Steps ได้แก่ การวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) 3 Steps การนำ กลยุทธ์ไปปฏิบัติ (Strategic Implementation) 2 Steps และการควบคุมและประเมินกลยุทธ์ (Strategic Control and Evaluation) 2 Steps พร้อมเครื่องมือ 10 ชุด และระยะที่ 3 การถอดบทเรียน ด้วยการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) กับผู้ร่วมวิจัย 30 คน ร่วมกับการวิเคราะห์เอกสาร AAR จำนวน 58 ฉบับ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการศึกษาและพัฒนารูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ เพื่อส่งเสริมประสิทธิผล การปฏิบัติงานของครู การศึกษาพหุกรณีศึกษาและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญได้ค้นพบปรากฏการณ์ สำคัญที่ผู้วิจัยเรียกว่า "ภาวะประสิทธิผลย้อนแย้ง" (Performance Paradox) กล่าวคือ ครูแต่ละคน มีผลการปฏิบัติงานรายบุคคลอยู่ในระดับดีถึงดีมาก แต่ประสิทธิผลในภาพรวมของโรงเรียนกลับไม่ดีขึ้น ตามสัดส่วน อันเนื่องมาจากการทำงานแบบแยกส่วน (Silo Working) และการขาดเอกภาพเชิงกลยุทธ์ ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอให้เปลี่ยนจากระบบที่เน้นการควบคุมและมองจุดอ่อน (Deficit-Based) มาสู่ ระบบที่เน้นความสอดประสานและจุดแข็ง (Alignment-Based และ Strengths-Based) ผู้วิจัย จึงได้พัฒนารูปแบบที่ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) ทิศทางของรูปแบบ 2) ระบบและ กลไกของรูปแบบ 3) กระบวนการของรูปแบบ 3 ขั้นตอนหลัก 7 Steps 4) ผลลัพธ์ของรูปแบบ และ 5) เงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ ผลการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า ความเหมาะสม ของรูปแบบมีค่าเฉลี่ย 4.78 (S.D. = 0.42) อยู่ในระดับมากที่สุด และความเป็นไปได้ของรูปแบบ มีค่าเฉลี่ย 4.65 (S.D. = 0.48) อยู่ในระดับมากที่สุด 2. ผลการศึกษาผลการใช้รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ เพื่อส่งเสริมประสิทธิผล การปฏิบัติงานของครู พบว่า วงรอบที่ 1 ค่าเฉลี่ยคะแนน OKRs โดยรวมเท่ากับ 0.71 สูงกว่า ค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 0.60 โดย Key Results ที่อยู่ในระดับ Achieved (0.7-1.0) คิดเป็นร้อยละ 76.1 ผลการประเมินประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูตาม KRA 3 ด้าน มีค่าเฉลี่ย โดยรวมเท่ากับ 4.07 (S.D. = 0.61) อยู่ในระดับมาก สูงกว่าค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 3.51 วงรอบที่ 2 ค่าเฉลี่ยคะแนน OKRs โดยรวมเพิ่มขึ้นเป็น 0.78 สูงกว่าค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ ไม่ต่ำกว่า 0.70 และสูงกว่าวงรอบที่ 1 อยู่ 0.07 โดย Key Results ที่อยู่ในระดับ Achieved เพิ่มขึ้น เป็นร้อยละ 84.4 ผลการประเมินประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูตาม KRA 3 ด้าน มีค่าเฉลี่ย โดยรวมเพิ่มขึ้นเป็น 4.35 (S.D. = 0.56) สูงกว่าค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 4.00 และสูงกว่า วงรอบที่ 1 อยู่ 0.28 โดย KRA 3 ด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 4.43 รองลงมา คือ KRA 1 ด้านการจัดการเรียนรู้ 4.38 และ KRA 2 ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ 4.26 ตามลำดับ รายการที่มีพัฒนาการสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบระหว่างวงรอบ ได้แก่ การสร้างและจ พัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ (เพิ่มขึ้น 0.36) สอดคล้องกับจำนวนนวัตกรรมที่ครูพัฒนาเพิ่มขึ้น จาก 3 ชิ้นในวงรอบที่ 1 เป็น 8 ชิ้นในวงรอบที่ 2 รวมเป็น 11 ชิ้น การทดลองใช้รูปแบบก่อให้เกิด ผลผลิต 12 ประเภท รวมถึงหลักสูตรบูรณาการ "น้ำหนาวศึกษา" โครงการ "ไกด์ดีที่น้ำหนาว" และ Best Practices ที่นำเสนอในเวทีระดับเครือข่าย 3 ผลงาน ผลการประเมินคุณภาพของรูปแบบ หลังการทดลองใช้ พบว่า ความถูกต้องมีค่าเฉลี่ย 4.45 (S.D. = 0.52) ความเป็นประโยชน์มีค่าเฉลี่ย 4.52 (S.D. = 0.50) อยู่ในระดับมากที่สุด และความพึงพอใจมีค่าเฉลี่ย 4.48 (S.D. = 0.54) รวมค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 4.48 อยู่ในระดับมาก 3. ผลการถอดบทเรียนการพัฒนารูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ เพื่อส่งเสริมประสิทธิผล การปฏิบัติงานของครู ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ปัจจัยเงื่อนไขความสำเร็จ 7 ประการ โดยปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา รองลงมาคือ การบูรณาการ OKRs กับ PA ตามหลักการ "งานเดียวได้ผลสองต่อ" และการใช้ SOAR Analysis แทน SWOT Analysis และปัจจัยที่เป็นอุปสรรค 4 ประการ ส่วนที่ 2 องค์ความรู้และข้อค้นพบสำคัญ 6 ประการ โดยเฉพาะการผสมผสาน SOAR Analysis กับ OKRs ที่สามารถเชื่อมโยงเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ ของสถานศึกษาเข้ากับการปฏิบัติงานของครูตามมาตรฐานตำแหน่ง ก.ค.ศ. ว19/2567 ได้อย่าง เป็นระบบ และ Psychological Safety ที่เป็นปัจจัยพื้นฐานทำให้กลไกทุกอย่างในรูปแบบทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนที่ 3 ข้อเสนอแนะในการนำรูปแบบไปใช้ในบริบทอื่น 7 ประการ และ ส่วนที่ 4 รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ เพื่อส่งเสริมประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูฉบับสมบูรณ์ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) ทิศทาง (Direction) 2) ระบบและกลไก (System and Mechanism) 3) แนวการดำเนินการ (Process) 3 ขั้นตอน 7 Steps พร้อมเครื่องมือ 10 ชุด 4) ผลลัพธ์ (Outcomes) ครอบคลุม 3 ระดับ คือ ระดับครู ระดับองค์กร และระดับผู้เรียน และ 5) เงื่อนไข (Conditions)
Description: วิทยานิพนธ์ กศ.ด. การบริหารการศึกษา
URI: http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7502
Appears in Collections:คณะศึกษาศาสตร์

Files in This Item:
File Description SizeFormat 
NirutKaewnikhom.pdf9.45 MBAdobe PDFView/Open


Items in NU Digital Repository are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.