Please use this identifier to cite or link to this item:
http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7483| Title: | รูปแบบการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบตามกระบวนทัศน์จิตศึกษา เพื่อส่งเสริมทักษะสมอง ของนักเรียนด้วยการวิจัยเชิงปฏิบัติการ |
| Other Titles: | A Whole School Approach Development Model Based on the Jitsuksa Paradigm to Enhance Students’ Executive Functions through Action Research |
| Authors: | ขวัญธารา พุ่มพฤกษ์ |
| Keywords: | การพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ กระบวนทัศน์จิตศึกษา ทักษะสมอง การวิจัยเชิงปฏิบัติการ |
| Issue Date: | 2569 |
| Publisher: | มหาวิทยาลัยนเรศวร |
| Abstract: | การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบตามกระบวนทัศน์ จิตศึกษา เพื่อส่งเสริมทักษะสมองของนักเรียนด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการวิจัยโดย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ ผู้ร่วมวิจัยและผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วย คณะผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน ผู้บริหาร จำนวน 1 คน ครูผู้สอน จำนวน 8 คน และนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 103 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ร่างรูปแบบและคู่มือการดำเนินงาน แบบประเมินความ ต้องการจำเป็น แบบประเมินพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู แบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ และทักษะสมองของนักเรียน ตลอดจนระบบสารสนเทศดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการพัฒนารูปแบบการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบตามกระบวนทัศน์จิตศึกษาเพื่อส่งเสริม ทักษะสมองของนักเรียน พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความต้องการจำเป็นในการพัฒนา ทักษะสมองของนักเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.09, σ = 0.29) โดยประเด็นที่มีความ ต้องการสูงสุด คือ การจัดกิจกรรมจิตศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะสมองของนักเรียน (μ = 4.78, σ = 0.42) ผลการประเมินร่างรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 คน พบว่า รูปแบบมีความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด (X̄= 4.75, S.D. = 0.28) และมีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริงอยู่ในระดับมาก ที่สุด (X̄= 4.67, S.D. = 0.31) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นได้รับการสังเคราะห์เป็นคู่มือการดำเนินงาน ประกอบด้วย 4 หมวดงานสำคัญ ได้แก่ การสร้างระบบนิเวศเชิงบวก การจัดกิจกรรมจิตศึกษา การพัฒนาครูและชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ผลการนำ รูปแบบไปใช้ในวงรอบที่ 1 พบว่า การดำเนินงานตามรูปแบบบรรลุตัวชี้วัดความสำเร็จเฉลี่ยร้อยละ 90.97 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 80 โดยผลการดำเนินงานในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄= 4.61, S.D. = 0.40) อย่างไรก็ตาม พบปัญหาและอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ภาระงานของครูที่มี จำนวนมาก ข้อจำกัดด้านสื่อและงบประมาณ รวมถึงทักษะสมองด้านการวางแผนและการจัดการ ตนเองของนักเรียนที่ยังต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม โดยเฉพาะความสามารถในการจัดลำดับ ความสำคัญของงาน (X̄= 3.78) และการเตรียมกิจกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับทักษะสมองของครูง (X̄= 4.00) จึงนำไปสู่การปรับปรุงรูปแบบในวงรอบที่ 2 โดยเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมทักษะสมองขั้นสูง การใช้กระบวนการโค้ชผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และการพัฒนาระบบสารสนเทศดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการติดตามและสะท้อนผลแบบทันเวลา 2. ผลลัพธ์ของการใช้รูปแบบการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบตามกระบวนทัศน์จิตศึกษาเพื่อ ส่งเสริมทักษะสมองของนักเรียน พบว่า สถานศึกษาสามารถพัฒนาระบบบริหารจัดการศึกษาให้มี เอกภาพ เกิดระบบนิเทศภายในที่ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน และสามารถขับเคลื่อนชุมชนแห่งการ เรียนรู้ทางวิชาชีพได้อย่างต่อเนื่อง ครูผู้สอนทั้ง 8 คน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้และยกระดับสมรรถนะทางวิชาชีพ ด้านพฤติกรรม การจัดการเรียนรู้ของครู พบว่า ครูมีพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄= 4.46) โดยด้านบุคลิกภาพและความเป็นกัลยาณมิตรมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (X̄= 4.73) รองลงมา คือ การ ดำเนินกิจกรรมจิตศึกษาก่อนเข้าสู่บทเรียน (X̄= 4.68) ด้านพฤติกรรมการเรียนรู้และทักษะสมองของ นักเรียน พบว่า นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนรู้และทักษะสมองในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄= 4.33) โดยด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ตามกระบวนทัศน์จิตศึกษามีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (X̄= 4.69) และพฤติกรรม ที่โดดเด่นที่สุด คือ การมีสติและจดจ่อกับกิจกรรมที่ปฏิบัติ รวมถึงการแสดงความเมตตาและช่วยเหลือ ผู้อื่น ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.78 ด้านวัฒนธรรมองค์กรและการมีส่วนร่วม พบว่า สถานศึกษาสามารถ พัฒนาสภาพแวดล้อมให้เป็นสนามพลังบวกอย่างเป็นรูปธรรม เกิดบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่ ปลอดภัย อบอุ่น และส่งเสริมการพัฒนาผู้เรียน ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองและภาคีเครือข่ายชุมชนได้เข้า มามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่อง มีความเข้าใจแนวคิดจิตศึกษาและการส่งเสริมทักษะ สมองของนักเรียน ตลอดจนนำแนวทางวินัยเชิงบวกไปประยุกต์ใช้ในการดูแลบุตรหลาน ส่งผลให้เกิด ความร่วมมือระหว่างบ้าน โรงเรียน และชุมชนอย่างเข้มแข็ง และช่วยลดผลกระทบจากความแตกต่าง ทางเศรษฐกิจ สังคม และบริบทครอบครัวของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ |
| Description: | วิทยานิพนธ์ กศ.ด. การบริหารการศึกษา |
| URI: | http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7483 |
| Appears in Collections: | คณะศึกษาศาสตร์ |
Files in This Item:
| File | Description | Size | Format | |
|---|---|---|---|---|
| KwantharaPhumphruak.pdf | 62.52 MB | Adobe PDF | View/Open |
Items in NU Digital Repository are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.
