Please use this identifier to cite or link to this item: http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7475
Full metadata record
DC FieldValueLanguage
dc.contributor.authorกนกพร กิริยะ-
dc.date.accessioned2026-09-09T03:19:55Z-
dc.date.available2026-09-09T03:19:55Z-
dc.date.issued2569-
dc.identifier.urihttp://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7475-
dc.descriptionวิทยานิพนธ์ กศ.ด. การบริหารการศึกษาen_US
dc.description.abstractการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการส่งเสริมทักษะการมีงานทำของ นักเรียนที่มีความบกพร่อง ทางสติปัญญาโดยใช้ความต้องการของสถานประกอบการเป็นฐาน และ 2) ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการส่งเสริมทักษะการมีงานทำของนักเรียน ที่มีความบกพร่องทาง สติปัญญาโดยใช้ความต้องการของสถานประกอบการเป็นฐาน การวิจัยใช้กระบวนการวิจัยเชิง ปฏิบัติการ จำนวน 2 วงรอบ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาเฉพาะความพิการ จำนวน 4 คน ครูผู้สอนด้านอาชีพ จำนวน 8 คน ผู้แทนสถานประกอบการ จำนวน 4 คน ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบเครื่องมือ จำนวน 5 คน ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินรูปแบบและคู่มือ จำนวน 5 คน และกลุ่ม ทดลองใช้รูปแบบ ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 1 คน และนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ แบบประเมินความเหมาะสมของคู่มือ แบบประเมินทักษะการมีงานทำของนักเรียน และแบบสะท้อน ผลการดำเนินงานของครู แบบสะท้อนผลของผู้ปกครอง และแบบสะท้อนผลของผู้แทนสถาน ประกอบการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การเปรียบเทียบคะแนนก่อนและ หลังการทดลอง คะแนนพัฒนาการ ร้อยละของพัฒนาการ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการส่งเสริมทักษะการมีงานทำของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โดยใช้ความต้องการของสถานประกอบการเป็นฐาน มีหลักการสำคัญ คือ การพัฒนาผู้เรียนให้ สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ การพัฒนาทักษะการมีงานทำอย่างครอบคลุม 4 มิติ และการขับเคลื่อนด้วยความร่วมมืออย่างเป็นระบบ โดยทักษะการมีงานทำของผู้เรียนครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ ทักษะชีวิต พฤติกรรมการทำงาน ทักษะสังคมและการสื่อสาร และความพร้อมในสถาน ประกอบการผ่านระบบสนับสนุน รูปแบบประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) โครงสร้างของรูปแบบ 4) ขั้นตอนการดำเนินงานของรูปแบบ และ 5) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนรูปแบบ ผลการตรวจสอบรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า รูปแบบมี ความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.79 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานจ เท่ากับ 0.34 ส่วนคู่มือการใช้รูปแบบมีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.56 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.43 2. ผลการทดลองใช้รูปแบบกับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 3 คน ในกิจกรรมงานล้างรถ เบื้องต้น งานเดินเอกสารภายในสำนักงาน และงานช่วยงานในร้านเสริมสวย พบว่า นักเรียนมีคะแนน ทักษะการมีงานทำหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองทุกคน โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนการทดลอง เท่ากับ 70.67 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยหลังการทดลองเท่ากับ 106.33 คะแนน มีคะแนนพัฒนาการ เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 35.67 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 29.72 แสดงให้เห็นว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็น แนวทางในการส่งเสริมทักษะการมีงานทำของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาได้อย่างเป็น ระบบ เหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียน และสอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการen_US
dc.language.isothaen_US
dc.publisherมหาวิทยาลัยนเรศวรen_US
dc.subjectรูปแบบการส่งเสริมทักษะการมีงานทำen_US
dc.subjectทักษะการมีงานทำen_US
dc.subjectนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาen_US
dc.subjectความต้องการของสถานประกอบการen_US
dc.titleรูปแบบการส่งเสริมทักษะการมีงานทำของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โดยใช้ความต้องการของสถานประกอบการเป็นฐานen_US
dc.title.alternativeThe Model for Enhancing the Employability Skills of Students with Intellectual Disabilities Based on Employer Needsen_US
dc.typeThesisen_US
Appears in Collections:คณะศึกษาศาสตร์

Files in This Item:
File Description SizeFormat 
KanokpornKiriya.pdf12.39 MBAdobe PDFView/Open


Items in NU Digital Repository are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.