Please use this identifier to cite or link to this item: http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7455
Full metadata record
DC FieldValueLanguage
dc.contributor.authorปารมี เชยวัดเกาะ-
dc.date.accessioned2026-08-31T02:02:02Z-
dc.date.available2026-08-31T02:02:02Z-
dc.date.issued2569-
dc.identifier.urihttp://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7455-
dc.descriptionวิทยานิพนธ์ กศ.ม. ภาษาอังกฤษen_US
dc.description.abstractการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ ก่อนและหลังเรียน โดยใช้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบอิงประสบการณ์ผ่านการแสดงบทบาทสมมติของนักศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 ต่อการเรียนรู้การฟังและการพูดภาษาอังกฤษ โดยใช้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบอิงประสบการณ์ผ่านการ แสดงบทบาทสมมติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 แผนกวิชาเทคโนโลยีธุรกิจ ดิจิทัล วิทยาลัยการอาชีพชัยบาดาล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน โดยใช้การสุ่มแบบ ห้องเรียนเป็นหน่วย (Cluster Sampling) ด้วยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบอิงประสบการณ์ผ่านสถานการณ์จำลอง จำนวน 6 แผน 2) แบบทดสอบการวัดทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ จำนวน 1 ตอน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ ที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบอิงประสบการณ์ผ่านการแสดงบทบาทสมมติ และ 4) แบบสัมภาษณ์ที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบอิงประสบการณ์ผ่านการแสดง บทบาทสมมติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Effect Size (Cohen's d) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 มีทักษะการฟังและการพูด ภาษาอังกฤษหลังการเรียนรู้โดยใช้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบอิงประสบการณ์ผ่านการแสดงบทบาทสมมติ ของนักศึกษาก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 5.80 (S.D. = 1.04) และหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 8.42 (S.D. = 1.06) ซึ่งสูงกว่า ก่อนเรียน โดยมีผลต่างของคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 2.62 คะแนน และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p < .001) นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาขนาดอิทธิพล (Effect Size) พบว่ามีค่า Cohen's d เท่ากับ 3.21 ซึ่งจัดอยู่ในระดับสูงมาก แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวส่งผลต่อการพัฒนาทักษะการฟังและการพูด ภาษาอังกฤษของนักศึกษาอย่างชัดเจนและมีความสำคัญในทางปฏิบัติ 2) ความพึงพอใจของนักศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 ต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบอิงประสบการณ์ผ่าน การ แสดงบทบาทสมมติ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( 𝑿̅ = 4.05, S.D. = 0.98) และ 3) ผลการสัมภาษณ์สะท้อนว่า นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในระดับสูง โดยเห็นว่าการเรียนรู้ผ่านการแสดงบทบาทสมมติ ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง พัฒนาทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ เพิ่มความมั่นใจใน การสื่อสาร สร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาและการประกอบ อาชีพในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การบูรณาการทฤษฎีการเรียนรู้แบบอิงประสบการณ์ร่วมกับการแสดง บทบาทสมมติสามารถพัฒนาทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษของนักศึกษาอาชีวศึกษาได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ทั้งในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการรับรู้ของผู้เรียน โดยผู้เรียนมีพัฒนาการด้านการสื่อสาร ภาษาอังกฤษ ความมั่นใจ แรงจูงใจ และการนำความรู้ไปใช้ในบริบทการประกอบอาชีพอย่างชัดเจนen_US
dc.language.isothaen_US
dc.publisherมหาวิทยาลัยนเรศวรen_US
dc.titleการพัฒนาทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษด้วยการเรียนรู้แบบอิงประสบการณ์ ผ่านการแสดงบทบาทสมมติสำหรับนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2en_US
dc.title.alternativeDEVELOPMENT OF ENGLISH LISTENING AND SPEAKING SKILLS WITH EXPERIENTIAL LEARNING THROUGH ROLE PLAY FOR VOCATIONAL CERTIFICATE II STUDENTSen_US
dc.typeThesisen_US
Appears in Collections:คณะศึกษาศาสตร์

Files in This Item:
File Description SizeFormat 
ParameeCheywatkoa.pdf1.17 MBAdobe PDFView/Open


Items in NU Digital Repository are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.