Please use this identifier to cite or link to this item:
http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7435Full metadata record
| DC Field | Value | Language |
|---|---|---|
| dc.contributor.author | วารุณี กรัดเนียม | - |
| dc.date.accessioned | 2026-07-16T06:18:16Z | - |
| dc.date.available | 2026-07-16T06:18:16Z | - |
| dc.date.issued | 2568 | - |
| dc.identifier.uri | http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7435 | - |
| dc.description | วิทยานิพนธ์ กศ.ด. การบริหารการศึกษา | en_US |
| dc.description.abstract | การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนา ภาวะผู้นำร่วมเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางสังคมของคณะกรรมการองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่ง ประเทศไทย (อวท.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 2) สร้างและตรวจสอบคุณภาพ รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำร่วมเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางสังคมของคณะกรรมการ อวท. 3) ทดลองใช้ รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำร่วมเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางสังคมของคณะกรรมการ อวท. และ 4) ประเมินรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำร่วมเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางสังคมของคณะกรรมการ อวท. การวิจัยดำเนินการตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ การศึกษา ความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนา การสร้างและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบ การทดลอง ใช้รูปแบบ และการประเมินรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาความต้องการจำเป็น ได้แก่ ผู้บริหาร สถานศึกษา รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียนนักศึกษา หัวหน้างานกิจกรรม ครูที่ปรึกษา อวท. นายก อวท. และสมาชิก อวท. สังกัดสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาคเหนือ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 307 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ผู้ทรงคุณวุฒิในการศึกษาแนวทางการพัฒนาและ ตรวจสอบคุณภาพรูปแบบ จำนวน 5 คน คัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้าน การบริหารสถานศึกษา การดำเนินงานของ อวท. และการพัฒนาผู้เรียนอาชีวศึกษา กลุ่มทดลองใช้ รูปแบบ จำนวน 56 คน ประกอบด้วยครูที่ปรึกษา อวท. จำนวน 7 คน และคณะกรรมการ อวท. จำนวน 49 คน จากสถานศึกษาอาชีวศึกษาจังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 7 แห่ง ส่วนผู้ให้ข้อมูล ในการประเมินความเป็นประโยชน์และความเป็นไปได้ของรูปแบบ ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา ครูที่ปรึกษา อวท. และผู้แทนคณะกรรมการ อวท. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามจ ความต้องการจำเป็น แบบสัมภาษณ์แนวทางการพัฒนา แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบและ คู่มือ แบบประเมินความรู้ความเข้าใจก่อนและหลังการอบรม แบบประเมินความพึงพอใจ และ แบบสัมภาษณ์เพื่อประเมินความเป็นประโยชน์และความเป็นไปได้ของรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลเชิง ปริมาณโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI Modified) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้จากการสัมภาษณ์และการสะท้อนผล วิเคราะห์โดยใช้ การวิเคราะห์เนื้อหา เพื่อสังเคราะห์ประเด็นสำคัญ แนวทางการพัฒนา ความเป็นประโยชน์ และ ความเป็นไปได้ของรูปแบบ ผลการวิจัย พบว่า 1. ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำร่วมเพื่อการเปลี่ยน ผ่านทางสังคมของคณะกรรมการ อวท. พบว่า ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาเกิดขึ้นทั้ง 3 ระดับ โดยระดับบุคคลมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด (PNI = 0.561) รองลงมาคือระดับกลุ่ม (PNI = 0.525) และระดับสังคม/ชุมชน (PNI = 0.513) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ระดับบุคคลมี ความต้องการจำเป็นสูงในด้านการประเมินและสะท้อนคิดตนเอง ความมุ่งมั่นต่อเป้าหมายระยะยาว และการจัดการเวลาและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ระดับกลุ่มมีความต้องการจำเป็นสูงในด้าน การสนทนาและการบริหารความขัดแย้ง ทักษะการรับฟังและการสื่อสารอย่างมีเหตุผล และการปฏิบัติ หน้าที่และความรับผิดชอบต่อเป้าหมายทีม ส่วนระดับสังคม/ชุมชนมีความต้องการจำเป็นสูงในด้าน ความรับผิดชอบและการตัดสินใจ การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงและสร้างแรงบันดาลใจ และการเสนอ แนวคิดและการริเริ่มโครงการใหม่ แนวทางการพัฒนาที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ และเชื่อมโยงกัน 3 ระดับ ได้แก่ ระดับบุคคล ควรมุ่งพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง การประเมิน ตนเอง การสะท้อนคิด วินัย ความมุ่งมั่น ความรับผิดชอบ และการเข้าใจบทบาทหน้าที่ของ คณะกรรมการ อวท. ผ่านกิจกรรมหรือเครื่องมือ เช่น SWOT Analysis, Reflection Journal, ID Plan, AAR และการอบรมก่อนเข้ารับหน้าที่ ระดับกลุ่ม ควรมุ่งพัฒนาการทำงานเป็นทีม การสื่อสาร การรับฟัง การอภิปรายอย่างมีเหตุผล การบริหารความขัดแย้ง การกำหนดบทบาทหน้าที่ ความโปร่งใส การสร้างข้อตกลงร่วม และการใช้ระบบติดตามหรือช่องทางสื่อสารภายในทีม และระดับ สังคม/ชุมชน ควรมุ่งส่งเสริมให้คณะกรรมการ อวท. ใช้ทักษะวิชาชีพในการดำเนินกิจกรรมจิตอาสา โครงการบริการชุมชน หรือโครงการที่ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของชุมชน โดยมี กระบวนการสำรวจปัญหา วิเคราะห์บริบท ออกแบบโครงการ ดำเนินงานร่วมกับชุมชน สถานประกอบการ และภาคีเครือข่าย ตลอดจนประเมินผลลัพธ์ของโครงการอย่างเป็นรูปธรรม 2. ผลการสร้างและตรวจสอบคุณภาพรูปแบบ พบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นสังเคราะห์จาก ฐานข้อมูลสำคัญ ได้แก่ แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นฉ แนวทางการพัฒนาจากผู้ทรงคุณวุฒิ และบริบทการดำเนินงานของ อวท. ในสถานศึกษาอาชีวศึกษา รูปแบบประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการและเหตุผล หลักการของรูปแบบ วัตถุประสงค์ ของรูปแบบ บทบาทของผู้ใช้รูปแบบ แนวทางการพัฒนา ผลลัพธ์การพัฒนา และเงื่อนไขสู่ความสำเร็จ ของรูปแบบ โดยจัดกิจกรรมการพัฒนาเป็น 3 โมดูล ได้แก่ โมดูลที่ 1 Reflective Value Leadership (Individual – พัฒนาตนและระบบสะท้อนคิด) โมดูลที่ 2 Collaborative Governance & Team Synergy (Group – วางระบบทีม โปร่งใส และการสื่อสาร) และโมดูลที่ 3 Civic Innovation Lab (Community – ออกแบบโครงการบริการวิชาชีพที่วัดผลได้) ซึ่งเชื่อมโยงการพัฒนาจากระดับบุคคล ไปสู่ระดับกลุ่ม และต่อยอดสู่ระดับสังคม/ชุมชน ผลการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า รูปแบบมีความเหมาะสมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.77, S.D. = 0.46) และคู่มือ การใช้รูปแบบมีความเหมาะสมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.74, S.D. = 0.48) 3. ผลการทดลองใช้รูปแบบโดยใช้โมดูลที่ 1 Reflective Value Leadership พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมมีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.69, S.D. = 0.48) และมีความรู้ความเข้าใจหลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรม โดยก่อนการอบรมมี ค่าเฉลี่ยรวม 3.41 (S.D. = 0.61) และหลังการอบรมมีค่าเฉลี่ยรวม 4.64 (S.D. = 0.48) นอกจากนี้ ผลการสะท้อนการเรียนรู้ภายหลังการนำไปใช้จริงเป็นระยะเวลา 2 เดือน พบว่า ผู้เข้าร่วมมีพัฒนาการ เชิงบวกด้านการรู้จักตนเอง การสะท้อนคิด การยอมรับจุดแข็งและจุดอ่อน ความมีวินัย ความมุ่งมั่น ต่อเป้าหมาย การจัดการทรัพยากร จิตสาธารณะ ความรับผิดชอบต่อสังคม การนำทักษะวิชาชีพไปใช้ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม และการทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อแก้ปัญหาชุมชน 4. ผลการประเมินรูปแบบ พบว่า รูปแบบมีความเป็นประโยชน์และความเป็นไปได้ ในการนำไปใช้จริงในบริบทของสถานศึกษาอาชีวศึกษา โดยผู้บริหาร ครูที่ปรึกษา และนายก อวท. เห็นว่ารูปแบบช่วยให้การพัฒนาคณะกรรมการ อวท. เป็นไปอย่างมีทิศทางและเป็นระบบ มีคู่มือและ เครื่องมือสนับสนุนการดำเนินงานที่ชัดเจน สามารถปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา และช่วยพัฒนาคณะกรรมการ อวท. ให้สามารถพัฒนาตนเอง ทำงานร่วมกับผู้อื่น และใช้ทักษะวิชาชีพ เพื่อสร้างประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ รูปแบบดังกล่าวส่งเสริมให้ การดำเนินงานของคณะกรรมการ อวท. ไม่จำกัดอยู่เพียงการจัดกิจกรรมภายในสถานศึกษา แต่ยกระดับไปสู่กระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงผู้เรียน ทีมงาน สถานศึกษา ชุมชน และภาคีเครือข่าย เข้าด้วยกัน ทำให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักในบทบาทพลเมือง มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และ สามารถร่วมกันริเริ่มกิจกรรมหรือโครงการที่ตอบสนองต่อปัญหาหรือความต้องการของชุมชน | en_US |
| dc.language.iso | tha | en_US |
| dc.publisher | มหาวิทยาลัยนเรศวร | en_US |
| dc.title | รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำร่วมเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางสังคม ของคณะกรรมการองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย (อวท.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา | en_US |
| dc.title.alternative | A MODEL OF DEVELOPMENT OF COLLECTIVE LEADERSHIP FOR SOCIAL CHANGE OF THE BOARD OF ASSOCIATION OF FUTURE THAI PROFESSIONAL (AFT.) UNDER THE OFFICE OF VOCATIONAL EDUCATION COMMISSION | en_US |
| dc.type | Thesis | en_US |
| Appears in Collections: | คณะศึกษาศาสตร์ | |
Files in This Item:
| File | Description | Size | Format | |
|---|---|---|---|---|
| WaruneeKradniam.pdf | 21.66 MB | Adobe PDF | View/Open |
Items in NU Digital Repository are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.
