<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>NU Intellectual Repository</title>
    <link>http://nuir.lib.nu.ac.th:8080/dspace</link>
    <description>The DSpace digital repository system captures, stores, indexes, preserves, and distributes digital research material.</description>
    <pubDate>Thu, 09 Apr 2026 01:00:54 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-09T01:00:54Z</dc:date>
    <item>
      <title>การศึกษาการใช้ Bristol Stool Chart ในการวินิจฉัยโรคท้องผูกไร้โรคทางกาย ในกลุ่มประชากรเด็ก โดยเทียบกับการวินิจฉัยโดย Rome IV criteria</title>
      <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6974</link>
      <description>Title: การศึกษาการใช้ Bristol Stool Chart ในการวินิจฉัยโรคท้องผูกไร้โรคทางกาย ในกลุ่มประชากรเด็ก โดยเทียบกับการวินิจฉัยโดย Rome IV criteria
Authors: เกรียงศักดิ์ อุ่นบุญธรรม
Abstract: โรคท้องผูกนับว่าเป็นโรคที่สามารถพบได้บ่อยในกลุ่มประชากรเด็ก ซึ่งการวินิจฉัยที่เป็น&#xD;
มาตรฐานคือ Rome IV criteria โดยใช้การซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลัก ดังนั้นจึงท าให้&#xD;
วินิจฉัยได้ยากโดยเฉพาะเด็กเล็กในกลุ่มประชากรเด็ก ซึ่ง Bristol stool chart (BSC) คือรูปภาพที่&#xD;
อธิบายลักษณะรูปร่างของอุจจาระเพื่อบอกภาวะท้องผูกโดยเป็นเครื่องมือการวินิจฉัยที่ใช้ง่ายและใช้&#xD;
กันอย่างแพร่หลาย แต่ทั้งนี้ยังขาดการศึกษาความน่าเชื่อถือและความแม่นย าในการวินิจฉัยภาวะ&#xD;
ท้องผูกด้วย BSC วิจัยนี้จึงต้องการศึกษาความน่าเชื่อถือและความแม่นย าการวินิจฉัยโรคท้องผูกไร้โรค&#xD;
ทางกายในเด็กด้วย BSC เทียบกับ Rome IV criteria แนวทางการวิจัยคือเป็นการวิจัยชนิด &#xD;
descriptive cross-sectional study และการเก็บข้อมูลแบบ prospective ในเด็กสุขภาพดีที่มาเข้า&#xD;
รับบริการเด็กสุขภาพดี แผนกผู้ป่วยนอก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร &#xD;
ในช่วงอายุ 6 เดือน 4 ปี ตั้งแต่มิถุนายน ถึง กันยายน พ.ศ.2568 โดยใช้แบบสอบถาม BSC และ &#xD;
Rome IV questionnaires ส าหรับโรคท้องผูกไร้โรคทางกาย เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลความน่าเชื่อถือของ&#xD;
BSC ในการวินิจฉัยโรคท้องผูกไร้โรคทางกายเทียบกับการวินิจฉัยแบบมาตรฐานโดย Rome IV&#xD;
criteria จากการศึกษาพบว่าในเด็กกลุ่มตัวอย่าง 275 คน พบว่ามีเด็กเป็นโรค 43 คน (ร้อยละ 15.6) &#xD;
และอายุเฉลี่ยของกลุ่มเด็กที่เป็นโรคมากกว่าเด็กที่ไม่เป็นโรคคือ 30.1±11.9 และ 21.2±12.2 เดือน&#xD;
ตามล าดับ โดยมีนัยส าคัญทางสถิติ (P&lt;0.001) นอกจากนี้พบว่าปัจจัยเสี่ยงคือประวัติท้องผูกในญาติ&#xD;
สายตรง (P=0.017) และ BSC ชนิดที่ 1-2 บ่งบอกว่าเป็นโรคท้องผูกเทียบกับ Rome IV criteria&#xD;
พบว่ามีความไวร้อยละ 48.8 ความจ าเพาะร้อยละ 98.3 ค่าท านายผลบวกร้อยละ 84.0 ค่าท านายผล&#xD;
ลบร้อยละ 91.2 อัตราส่วนความน่าจะเป็นของผลบวกและลบคือร้อยละ 28.3 และ 0.5 ตามล าดับ&#xD;
กล่าวโดยสรุป BSC ชนิดที่ 1-2 เป็นเครื่องมือที่เหมาะส าหรับการยืนยันการวินิจฉัยโรคท้องผูกไร้โรค&#xD;
ทางกายมากกว่าการคัดกรอง
Description: วิทยานิพนธ์ วท.ม. สาขาวิชากุมารเวชศาสตร์</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6974</guid>
      <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>กระบวนการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์ เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองโลก ด้านสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1</title>
      <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6973</link>
      <description>Title: กระบวนการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์ เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองโลก ด้านสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
Authors: ญาณิน ด้วงภู่ทิม
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในกระบวนการจัดการ&#xD;
เรียนรู้ เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองโลกด้านสิ่งแวดล้อม ในสาระภูมิศาสตร์ สำหรับนักเรียนระดับ&#xD;
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เพื่อพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์ เพื่อส่งเสริม&#xD;
ความเป็นพลเมืองโลกด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยเป็นการวิจัยแบบ&#xD;
ผสานวิธี (Mixed Methods Research) ประชากร คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน&#xD;
มัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ ในเขตจังหวัดปทุมธานี จำนวน 7 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 4,038 คน&#xD;
กลุ่มตัวอย่างสำหรับการศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหา ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1&#xD;
จำนวน 351 คน ได้จากการสุ่มตามสูตรของ Krejcie, &amp; Morgan และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลเชิงลึก ได้แก่&#xD;
ครูผู้สอนสาระภูมิศาสตร์ จำนวน 7 คน และนักเรียน จำนวน 14 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่&#xD;
แบบสอบถาม แนวคำถามในการสัมภาษณ์ และแผนการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์&#xD;
กลุ่มเป้าหมายในการทดลองใช้กระบวนการเรียนรู้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน&#xD;
ธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คน วิเคราะห์ข้อมูล&#xD;
ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองโลก&#xD;
ด้านสิ่งแวดล้อม ในสาระภูมิศาสตร์ อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย (𝑥̅ = 2.94) และส่วนเบี่ยงเบน&#xD;
มาตรฐาน (S.D. = 0.52) โดยด้านผู้สอนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านเนื้อหา ด้านสื่อการเรียนรู้&#xD;
ด้านวิธีการจัดการเรียนรู้ ด้านผู้เรียน ตามลำดับ และด้านการวัดผลและประเมินผล มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด&#xD;
กระบวนการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การสร้าง&#xD;
ความตระหนักรู้ การวิเคราะห์เชิงพื้นที่ การเชื่อมโยงกับโครงสร้างสังคม การอภิปรายทางเลือกการผลิตสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง และการสะท้อนคิด ผลการทดลองใช้กระบวนการเรียนรู้ พบว่า&#xD;
นักเรียนมีคุณลักษณะความเป็นพลเมืองโลกด้านสิ่งแวดล้อม โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ย&#xD;
(𝑥̅ = 3.72) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D. = 0.31) โดยด้านความรู้และความเข้าใจ มีค่าเฉลี่ย&#xD;
สูงสุด รองลงมา คือ ด้านทัศนคติและค่านิยม ด้านทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ และด้านการมีส่วนร่วม&#xD;
และการลงมือปฏิบัติ ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่ากระบวนการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์&#xD;
สามารถส่งเสริมผู้เรียนให้พัฒนาอย่างรอบด้านทั้งความรู้ ทักษะ เจตคติ และการมีส่วนร่วมในฐานะ&#xD;
พลเมืองโลกด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Description: วิทยานิพนธ์ กศ.ม. สังคมศึกษา</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6973</guid>
      <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การศึกษาปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา ความเข้มข้นของมลสารในอากาศ ราและแบคทีเรีย ในสภาพแวดล้อมของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก</title>
      <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6972</link>
      <description>Title: การศึกษาปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา ความเข้มข้นของมลสารในอากาศ ราและแบคทีเรีย ในสภาพแวดล้อมของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก
Authors: นวพร ประสงค์
Description: วิทยานิพนธ์ วท.ม. วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6972</guid>
      <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การสื่อสารทางการเมืองและการเคลื่อนไหวผ่านเพลง: การศึกษาเปรียบเทียบขบวนการ กปปส. และคณะราษฎร 63</title>
      <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6970</link>
      <description>Title: การสื่อสารทางการเมืองและการเคลื่อนไหวผ่านเพลง: การศึกษาเปรียบเทียบขบวนการ กปปส. และคณะราษฎร 63
Authors: ปภาวี บุญประภา
Abstract: การวิจัยเรื่องการสื่อสารทางการเมืองและการเคลื่อนไหวผ่านเพลง: การศึกษา&#xD;
เปรียบเทียบขบวนการ กปปส. และคณะราษฎร63 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะและ&#xD;
บทบาทของเพลงในฐานะเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองของทั้งสองขบวนการและเพื่อ&#xD;
เปรียบเทียบแนวทางการใช้บทเพลงในการขับเคลื่อนอุดมการณ์ทางการเมือง การวิจัยนี้&#xD;
เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้ข้อมูลจากเอกสารชั้นต้น&#xD;
และชั้นรอง รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผลการศึกษาได้สะท้อนให้เห็น&#xD;
ถึงพลวัตของการเมืองไทยที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและสื่อทางวัฒนธรรม&#xD;
     ผลการวิจัยพบว่า ขบวนการ กปปส. ใช้บทเพลงที่เน้นแนวคิดอนุรักษ์นิยมและ&#xD;
ค่านิยมหลักของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยมักดัดแปลงเพลงเก่าหรือเพลงปลุก&#xD;
ใจเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพและความชอบธรรมทางการเมือง ขณะที่ขบวนการ&#xD;
คณะราษฎร63 ใช้บทเพลงที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมร่วมสมัย (Pop Culture) และสื่อดิจิทัล&#xD;
เพื่อสื่อสารแนวคิดประชาธิปไตย ความเท่าเทียม และสิทธิเสรีภาพของประชาชน&#xD;
โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงออกอย่างอิสระผ่านดนตรี ผลลัพธ์นี้แสดงให้เห็น&#xD;
ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางสังคมที่ดนตรีกลายเป็นภาษาทางการเมืองในยุคดิจิทัลจะเห็นได้ว่าเพลงมิได้เป็นเพียงเครื่องมือทางศิลปะ หากแต่เป็นเครื่องมือทาง&#xD;
อำนาจที่ใช้ในการปลุกระดม การสร้างอัตลักษณ์ และการต่อรองเชิงอุดมการณ์ระหว่างกลุ่ม&#xD;
การเมืองต่างๆ การศึกษานี้ช่วยเปิดมิติใหม่ให้กับการทำความเข้าใจบทบาทของวัฒนธรรม&#xD;
ในกระบวนการทางการเมืองไทยและเสนอแนะแนวทางการศึกษาต่อในอนาคตเพื่อ&#xD;
เปรียบเทียบอิทธิพลของบทเพลงในขบวนการทางการเมืองในประเทศอื่นๆ
Description: วิทยานิพนธ์ ร.ม.</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6970</guid>
      <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

