<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>NU Intellectual Repository</title>
    <link>http://nuir.lib.nu.ac.th:8080/dspace</link>
    <description>The DSpace digital repository system captures, stores, indexes, preserves, and distributes digital research material.</description>
    <pubDate>Thu, 10 Sep 2026 01:06:55 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-09-10T01:06:55Z</dc:date>
    <item>
      <title>การเสริมสร้างทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผ่านการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ โรงเรียนบ้านหัวฝาย จังหวัดตาก</title>
      <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7489</link>
      <description>Title: การเสริมสร้างทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผ่านการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ โรงเรียนบ้านหัวฝาย จังหวัดตาก
Authors: อิทธิพร บุญอินทร์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษก่อนและหลังเรียนผ่านการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ 2)ศึกษาความพึงพอใจและความคิดเห็นของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ผ่านการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)&#xD;
โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษผ่านการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ 2) แบบทดสอบ วัดทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ 3) แบบประเมินความพึงพอใจและความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อ การจัดการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมบทบาทสมมติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Wilcoxon Signed-Rank Test ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้ผ่าน การใช้กิจกรรมบทบาทสมมติมีพัฒนาการสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในทุกองค์ประกอบที่ประเมิน ได้แก่&#xD;
การออกเสียง (Pronunciation) ไวยากรณ์ (Grammar) คำศัพท์ (Vocabulary) ความคล่องแคล้ว&#xD;
(Fluency) และความเข้าใจ (Comprehension) โดยคะแนนเฉลี่ยรวมเพิ่มขึ้นจาก 9.89 เป็น 14.69&#xD;
คิดเป็นร้อยละ 48.53 และด้านไวยากรณ์มีการพัฒนาสูงที่สุด คิดเป็นร้อยละ 56.65 ผลการทดสอบ&#xD;
ด้วยสถิติ Wilcoxon Signed-Rank Test พบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ&#xD;
ทางสถิติที่ระดับ p &lt; .001 ในทุกองค์ประกอบ นอกจากนี้ ค่าสหสัมพันธ์แบบ Rank-Biserial&#xD;
Correlation มีค่าอยู่ระหว่าง 0.94–1.00 ซึ่งสะท้อนถึงขนาดอิทธิพล (Effect Size) ที่มีขนาดใหญ่&#xD;
ในทุกองค์ประกอบ ผลการวิจัยดังกล่าวชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมการเรียนรู้ที่นำมาใช้มีประสิทธิภาพ&#xD;
อย่างยิ่งในการเสริมสร้างทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ความมั่นใจในการใช้ภาษา และ&#xD;
ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องและคล่องแคล้วในสถานการณ์การสื่อสาร&#xD;
2) ผลการศึกษาความพึงพอใจและความคิดเห็นของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ผ่านการใช้&#xD;
กิจกรรมบทบาทสมมติ โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก (xത= 4.26, S.D. = 0.95) และความคิดเห็นของ&#xD;
นักเรียน พบว่า เป็นไปในเชิงบวก รวมถึงยังเสนอแนะว่า ควรเพิ่มระยะเวลาในการจัดกิจกรรมการ&#xD;
เรียนรู้
Description: วิทยานิพนธ์ กศ.ม. ภาษาอังกฤษ</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7489</guid>
      <dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบร่วมกับ ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนกลุ่มสหวิทยาเขตแสนตอ</title>
      <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7488</link>
      <description>Title: การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบร่วมกับ ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนกลุ่มสหวิทยาเขตแสนตอ
Authors: รพีพรรณ ตันเต
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียน&#xD;
การสอนโดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบร่วมกับปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริม&#xD;
ความสามารถในการแก้ปัญหา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80&#xD;
2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังใช้&#xD;
ชุดกิจกรรมการเรียนการสอน และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4&#xD;
ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนการสอน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนทุ่งทราย&#xD;
วิทยา จำนวน 40 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย&#xD;
ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบร่วมกับปัญญาประดิษฐ์เชิง&#xD;
สร้างสรรค์ แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้&#xD;
สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ&#xD;
ทดสอบที ได้แก่ t-test แบบ Dependent&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ&#xD;
82.78/83.16 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถใน&#xD;
การแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียน&#xD;
มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนการสอนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.02 S.D.= 0.68)
Description: วิทยานิพนธ์ กศ.ม. สาขาวิชาคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7488</guid>
      <dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนาโมเดลเชิงสาเหตุและแนวทางการเสริมสร้างความสุขในการทํางานของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์</title>
      <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7487</link>
      <description>Title: การพัฒนาโมเดลเชิงสาเหตุและแนวทางการเสริมสร้างความสุขในการทํางานของครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์
Authors: ภัทรธียศ รอดเหล็ง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลเชิง&#xD;
สาเหตุของความสุขในการทํางานของครู และ 2. ศึกษาแนวทางการส่งเสริมความสุขในการทํางานของ&#xD;
ครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสาน&#xD;
(Mixed Methods) โดยดําเนินการวิจัยเชิงปริมาณควบคู่กับการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง&#xD;
ประกอบด้วยครู สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ ซึ่งได้มาโดยการ&#xD;
สุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ&#xD;
จํานวน 78 ข้อ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นอยู่&#xD;
ในระดับสูง (0.991) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูปสําหรับการวิเคราะห์โมเดล&#xD;
สมการโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า โมเดลเชิงสาเหตุของความสุขในการทํางานของครูที่พัฒนาขึ้นมีความ&#xD;
สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดีมาก โดยพิจารณาจากค่า p-value ที่มีค่ามากกว่า .05&#xD;
(p-value = .152) ค่าดัชนีความสอดคล้อง CFI และ TLI เข้าใกล้ 1 (CFI = 0.998, TLI = 0.997) และ&#xD;
ค่าดัชนี RMSEA และ SRMR เข้าใกล้ 0 (RMSEA = 0.020, SRMR = 0.015) รวมทั้งค่าไคสแควร์&#xD;
สัมพัทธ์ (χ²/df = 1.135) อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ แสดงว่าโมเดลมีความเหมาะสมและสามารถ&#xD;
อธิบายความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปรได้อย่างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์&#xD;
เมื่อพิจารณาค่านํ้าหนักองค์ประกอบของโมเดลการวัด พบว่า ตัวแปรผู้นําเชิงเปลี่ยนแปลง&#xD;
วัฒนธรรมโรงเรียน และความสุขในการทํางานของครู มีค่านํ้าหนักองค์ประกอบอยู่ในระดับสูง&#xD;
ทุกตัวชี้วัด และมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าความเที่ยง (R²) อยู่ในระดับที่สามารถอธิบายข&#xD;
ความแปรปรวนของตัวแปรแฝงได้อย่างเหมาะสม แสดงถึงความตรงเชิงโครงสร้างของโมเดลที่&#xD;
พัฒนาขึ้น&#xD;
ผลการวิเคราะห์อิทธิพลเชิงสาเหตุ พบว่า ผู้นําเชิงเปลี่ยนแปลงมีอิทธิพลทางตรงต่อวัฒนธรรม&#xD;
โรงเรียนในระดับสูง (DE = 0.830) และมีอิทธิพลทางตรงต่อความสุขในการทํางานของครู&#xD;
(DE = 0.470) นอกจากนี้ยังมีอิทธิพลทางอ้อมต่อความสุขในการทํางานของครูผ่านวัฒนธรรมโรงเรียน&#xD;
(IE = 0.357) ส่งผลให้อิทธิพลรวม (TE) เท่ากับ 0.827 ในขณะที่วัฒนธรรมโรงเรียนมีอิทธิพลทางตรง&#xD;
ต่อความสุขในการทํางานของครู (DE = 0.430) อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่า&#xD;
วัฒนธรรมโรงเรียนทําหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านที่สําคัญในโมเดลเชิงสาเหตุนี้&#xD;
จากผลการวิจัยสามารถสังเคราะห์แนวทางการส่งเสริมความสุขในการทํางานของครูได้&#xD;
3 ด้าน ได้แก่ 1. การส่งเสริมภาวะผู้นําเชิงเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2. การส่งเสริม&#xD;
วัฒนธรรมโรงเรียนที่เอื้อต่อการทํางาน และ 3. การพัฒนาความสุขในการทํางานของครูในมิติต่าง ๆ&#xD;
โดยแนวทางดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบโมเดลเชิงสาเหตุที่มีวัฒนธรรมโรงเรียนเป็นตัวแปรส่งผ่าน
Description: วิทยานิพนธ์ กศ.ม. สาขาวิชาการบริหารการศึกษา</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7487</guid>
      <dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ผลของการพัฒนากิจกรรมส่งเสริมความตระหนักรู้ต่อพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลง การคัดแยกขยะมูลฝอยของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในเขตเทศบาลตําบลบางระกําเมืองใหม่ จังหวัดพิษณุโลก</title>
      <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7486</link>
      <description>Title: ผลของการพัฒนากิจกรรมส่งเสริมความตระหนักรู้ต่อพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลง การคัดแยกขยะมูลฝอยของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในเขตเทศบาลตําบลบางระกําเมืองใหม่ จังหวัดพิษณุโลก
Authors: วัลวรางค์ โพธิสาวัง
Abstract: งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสํารวจและการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยออกแบบการวิจัยแบบ&#xD;
ผสมผสานกึ่งทดลอง (Mixed-Methods Quasi-Experimental Design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา&#xD;
พัฒนา และประเมินประสิทธิผลของกิจกรรมส่งเสริมความตระหนักรู้ต่อพฤติกรรมการคัดแยกขยะมูล&#xD;
ฝอยของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตเทศบาลตําบลบางระกําเมืองใหม่ จังหวัด&#xD;
พิษณุโลก การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ (1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐานโดยการสัมภาษณ์และการ&#xD;
สังเกต (2) การพัฒนาและดําเนินกิจกรรมส่งเสริมความตระหนักรู้ ซึ่งประกอบด้วย การอบรมเชิง&#xD;
ปฏิบัติการ การใช้สื่อสิ่งพิมพ์ การเรียนรู้ผ่านสื่อวีดิทัศน์ และการเล่นเกมเกี่ยวกับการคัดแยกขยะมูล&#xD;
ฝอย รวมทั้งมีกลุ่มควบคุม และ (3) การประเมินประสิทธิผลโดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบวัดก่อนและ&#xD;
หลังมีกลุ่มควบคุม (Pretest-Posttest Design with Control Group) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิง&#xD;
พรรณนาและสถิติอนุมาน ผลการวิจัยพบว่า คะแนนความตระหนักรู้เพิ่มขึ้นจาก 10.27 ± 4.03 เป็น&#xD;
12.74 ± 3.77 และพฤติกรรมการคัดแยกขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้นจาก 11.82 ± 3.80 เป็น 13.64 ± 3.59&#xD;
อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมส่งเสริมความตระหนักรู้สามารถส่งผล&#xD;
ต่อการพัฒนาพฤติกรรมการคัดแยกขยะมูลฝอยของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ไม่พบความ&#xD;
แตกต่างของผลลัพธ์ระหว่างรูปแบบกิจกรรมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p = 0.390) สะท้อนให้เห็นว่า&#xD;
สถานศึกษาสามารถเลือกใช้รูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับบริบทและทรัพยากรที่มีอยู่ได้ นอกจากนี้&#xD;
ยังพบความสัมพันธ์เชิงบวกระดับต่ําระหว่างความตระหนักรู้และพฤติกรรมการคัดแยกขยะมูลฝอย&#xD;
(r = 0.21, p &lt; 0.001) สะท้อนให้เห็นว่าความตระหนักรู้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สําคัญต่อการ&#xD;
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมแต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการกําหนดพฤติกรรมของบุคคล&#xD;
ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of Planned Behavior : TPB) ที่ให้ความสําคัญง&#xD;
กับอิทธิพลของปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและบรรทัดฐานทางสังคมภายในโรงเรียนร่วมด้วย โดยเฉพาะ&#xD;
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างโรงเรียน พบว่า โรงเรียนวัดแหลมเจดีย์ ซึ่งร่วมโครงการ Zero Waste&#xD;
School มีคะแนนความตระหนักรู้ (13.94 ± 3.60) และพฤติกรรมการคัดแยกขยะมูลฝอย (15.24 ±&#xD;
2.85) สูงที่สุดเมื่อเทียบกับโรงเรียนอื่น สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของบริบทสถานศึกษา การดําเนิน&#xD;
กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง และการสนับสนุนเชิงสถาบันที่เอื้อต่อการพัฒนาพฤติกรรมของ&#xD;
นักเรียน นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่าปริมาณขยะมูลฝอยรีไซเคิลเพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณขยะ&#xD;
มูลฝอยอันตรายลดลง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและแผนปฏิบัติการด้านการจัดการ&#xD;
ขยะมูลฝอยของประเทศ งานวิจัยนี้สามารถใช้เป็นต้นแบบเชิงปฏิบัติสําหรับสถานศึกษาและหน่วยงาน&#xD;
ที่เกี่ยวข้อง ในการส่งเสริมการจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืนในระดับพื้นที่ต่อไป
Description: วิทยานิพนธ์ วท.ม. สาขาวิชาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7486</guid>
      <dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

