<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection: Faculty of Public Health</title>
    <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/4480</link>
    <description>Faculty of Public Health</description>
    <pubDate>Wed, 08 Apr 2026 08:16:26 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-08T08:16:26Z</dc:date>
    <item>
      <title>ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อซิฟิลิสของผู้ต้องขังแรกรับ ในจังหวัดแห่งหนึ่งของประเทศไทย</title>
      <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6957</link>
      <description>Title: ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อซิฟิลิสของผู้ต้องขังแรกรับ ในจังหวัดแห่งหนึ่งของประเทศไทย
Authors: ธนเสฏฐ์ หิรัญบัณฑิตย์
Abstract: การศึกษาแบบควบคุมกลุ่ม (Case-control study) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัย&#xD;
ที่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อซิฟิลิสของผู้ต้องขังแรกรับในจังหวัดแห่งหนึ่งของประเทศไทย&#xD;
กลุ่มตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 255 ราย เป็นผู้ต้องขังแรกรับในช่วง 1 – 6 เดือนย้อนหลัง (เมษายน -&#xD;
กันยายน 2568) ที่ได้เข้ารับการตรวจคัดกรองซิฟิลิส ภายใต้โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี&#xD;
เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ของเรือนจำในจังหวัดแห่งหนึ่ง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม 1) กลุ่มศึกษา เป็นผู้ติดเชื้อ&#xD;
ซิฟิลิส จำนวน 51 ราย และ 2) กลุ่มควบคุม เป็นผู้ไม่ติดเชื้อซิฟิลิส จำนวน 204 ราย&#xD;
โดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิอย่างเป็นสัดส่วน (Proportional Stratified Random Sampling)&#xD;
เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลรายกรณีและการตอบแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูล&#xD;
โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบพหุ (Multiple logistic regression)&#xD;
ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อซิฟิลิสของผู้ต้องขังแรกรับ&#xD;
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.05) ได้แก่ รสนิยมทางเพศชอบเพศเดียวกัน (Homosexual)&#xD;
และทั้งเพศตรงข้ามและเพศเดียวกัน (Bisexual) (adjusted OR = 9.59, 95% CI = 1.81 - 50.92)&#xD;
เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (adjusted OR = 38.03, 95% CI = 10.46 - 138.31) เคยมี&#xD;
เพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก (adjusted OR = 4.47, 95% CI = 1.05 - 19.12) เคยมีเพศสัมพันธ์&#xD;
โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย (adjusted OR = 13.82, 95% CI = 3.38 - 56.43) และใช้สารเสพติด&#xD;
ด้วยวิธีการฉีด (adjusted OR = 45.60, 95% CI = 2.88 - 722.12)&#xD;
ผลการศึกษาครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายด้านการป้องกันและควบคุม&#xD;
โรคซิฟิลิสในกลุ่มผู้ต้องขังแรกรับ แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ 1) ภายนอกเรือนจำ (ก่อนเข้าสู่การเป็น&#xD;
ผู้ต้องขัง) ควรพัฒนาระบบคัดกรองเชิงรุกและเข้าถึงบริการในกลุ่มเสี่ยงสูง จำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่&#xD;
กลุ่มผู้ใช้สารเสพติดด้วยวิธีการฉีด กลุ่มผู้ที่มีประวัติเคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กลุ่มผู้ที่มี&#xD;
รสนิยมทางเพศชอบเพศเดียวกัน (Homosexual) และชอบทั้งเพศตรงข้ามและเพศเดียวกัน&#xD;
(Bisexual) เพิ่มการเข้าถึงถุงยางอนามัยในพื้นที่ บำบัดผู้ใช้สารเสพติด และให้ความรู้เรื่องการใช้ง&#xD;
เข็มร่วมกัน และ 2) ภายในเรือนจำ (ขณะเป็นผู้ต้องขัง) ควรคัดกรองซิฟิลิสในผู้ต้องขังช่วงแรกรับ&#xD;
ทุกรายอย่างต่อเนื่อง ควรจัดทำแบบประเมินความเสี่ยงมาตรฐาน เพื่อใช้จำแนกผู้ต้องขัง&#xD;
ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงตั้งแต่ช่วงแรกรับ พิจารณาคัดกรองซิฟิลิสซ้ำในกลุ่มเสี่ยง ควรจัดโปรแกรมส่งเสริม&#xD;
พฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อซิฟิลิสภายในเรือนจำอย่างต่อเนื่อง และควรส่งเสริมและพัฒนาระบบ&#xD;
การเข้าถึงถุงยางอนามัยและสารหล่อลื่นสำหรับผู้ต้องขังภายในเรือนจำ ในรูปแบบที่เหมาะสม&#xD;
กับบริบทเรือนจำ</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6957</guid>
      <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร</title>
      <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6915</link>
      <description>Title: ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร
Authors: อรณิช จันทร์ประเสริฐ
Abstract: การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional research) เพื่อศึกษา&#xD;
คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว&#xD;
ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 ในอำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุ&#xD;
ที่มีโรคประจำตัวในพื้นที่อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร จำนวน 319 คน เป็นการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง&#xD;
แบบเป็นระบบ รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา&#xD;
สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน สถิติสหสัมพันธ์อีต้าร์ และสถิติการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 58.6 เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 70.89 ปี,&#xD;
(S.D. = 7.692) ร้อยละ 62.4 สถานภาพสมรส ร้อยละ 75.9 จบการศึกษาประถมศึกษา มีรายได้เฉลี่ย&#xD;
4599.22, (S.D. = 3688.40) ร้อยละ 38.9 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 44.8 มีโรคประจำตัวเป็น&#xD;
โรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 90.3 มีความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันช่วยเหลือตัวเองได้&#xD;
ร้อยละ 87.8 เคยมีประวัติการป่วยเป็นโควิด-19 ร้อยละ 60.2 มีการปฏิบัติตัวไม่ครอบคลุมตามมาตรการ&#xD;
ป้องกันโควิด–19 ร้อยละ 75.2 มีอาการภาวะ Long Covid และ ร้อยละ 73.0 มีคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ&#xD;
ที่มีโรคประจำตัว ภายหลังสถานการณ์โควิด–19 อยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิต&#xD;
ของผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ แรงสนับสนุนด้านอารมณ์ (β = 0.391, p &lt; 0.001) การมีส่วนร่วม&#xD;
ในกิจกรรม (β = 0.163, p = 0.002) การป้องกันตนเองภายหลังสถานการณ์โควิด-19 (β = 0.149,&#xD;
p = 0.004) และการประกอบอาชีพ (β = 0.102, p = 0.048) โดยตัวแปรสามารถทำนายคุณภาพชีวิต&#xD;
ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว ภายหลังสถานการณ์โควิด–19 ได้ร้อยละ 20.1 (R2 = 0.211, Adjusted R2 =&#xD;
0.201)&#xD;
ดังนั้นเพื่อให้ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวมีคุณ ภาพชีวิตที่ดีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&#xD;
ควรมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ กิจกรรมนันทนาการ กิจกรรมที่สนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีอาชีพเสริมง&#xD;
และมีรายได้เพิ่ม กิจกรรมที่สร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้สูงอายุกับชุมชนและคนในครอบครัว&#xD;
และการให้คำปรึกษาแนะนำทางด้านจิตใจแก่ผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง
Description: วิทยานิพนธ์ ส.ม. สาธารณสุขศาสตร์</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6915</guid>
      <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทการควบคุมวัณโรคของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์</title>
      <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6912</link>
      <description>Title: ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทการควบคุมวัณโรคของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์
Authors: ชญาณี แสงดิษฐ์
Abstract: การศึกษาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional study) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาการ&#xD;
ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทการควบคุมวัณโรคของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอตาคลี&#xD;
จังหวัดนครสวรรค์ และเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทการควบคุมวัณโรค&#xD;
ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้&#xD;
แบบสอบถามในกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่เป็นผู้ดูแลผู้ป่วยวัณโรคในพื้นที่อำเภอ&#xD;
ตาคลี จำนวน 193 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นแบบพหุ ด้วยวิธี&#xD;
Enter Method&#xD;
ผลการศึกษา พบว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์&#xD;
มีการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทการควบคุมวัณโรคอยู่ในระดับดี คิดเป็นร้อยละ 48.7 และปัจจัยที่มี&#xD;
อิทธิพลต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทการควบคุมวัณโรคของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน&#xD;
อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ได้แก่ ระดับการศึกษาประถมศึกษา (Beta = 0.334) ระดับการศึกษา&#xD;
มัธยมตอนต้น (Beta = 0.308) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานด้านปัจจัยจูงใจ (Beta = 0.280) และแรง&#xD;
สนับสนุนทางสังคม (Beta = 0.678) โดยปัจจัยทั้งหมดมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทการ&#xD;
ควบคุมวัณโรคของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในทิศทางบวกและสามารถร่วมกันทำนาย&#xD;
การปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทการควบคุมวัณโรคของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน&#xD;
ได้ร้อยละ 56.1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05&#xD;
ดังนั้น หน่วยงานด้านสาธารณสุขควรส่งเสริมการจัดกิจกรรมเพิ่มพูนแรงจูงใจและแรง&#xD;
สนับสนุนทางสังคมสำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งพัฒนาองค์&#xD;
ความรู้และทักษะผ่านการฝึกอบรมที่เหมาะสมกับระดับการศึกษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ&#xD;
ปฏิบัติงานควบคุมวัณโรคให้ครอบคลุมและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
Description: วิทยานิพนธ์ ส.ม. สาธารณสุขศาสตร์</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6912</guid>
      <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัจจัยพยากรณ์สมรรถนะการทำงานทางวิชาชีพของ แพทย์แผนไทยในหน่วยบริการสุขภาพ เขตสุขภาพที่ 3</title>
      <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6910</link>
      <description>Title: ปัจจัยพยากรณ์สมรรถนะการทำงานทางวิชาชีพของ แพทย์แผนไทยในหน่วยบริการสุขภาพ เขตสุขภาพที่ 3
Authors: ภัทราภรณ์ จันแปงเงิน
Abstract: ด้วยการพัฒนามาตรฐานบุคลากรแพทย์แผนไทยเพื่อให้มีศักยภาพในการปฏิบัติงาน&#xD;
ได้อย่างเต็มความสามารถที่มีมาตรฐานทัดเทียมกันในทุกด้านสมรรถนะทางวิชาชีพการแพทย์แผนไทย&#xD;
โดยเป็นการวิจัยเชิงพยากรณ์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะและปัจจัยพยากรณ์ต่อสมรรถนะ&#xD;
การทำงานทางวิชาชีพของแพทย์แผนไทยในหน่วยบริการสุขภาพ เขตสุขภาพที่ 3 โดยศึกษาจากประชากร&#xD;
จำนวน 251 คน มีผู้ตอบแบบสอบถามและผ่านตามเกณฑ์การคัดเข้า จำนวน 218 คน โดยการวิเคราะห์&#xD;
ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติการถดถอยพหุแบบถอยหลัง&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีสมรรถนะการทำงานทางวิชาชีพของแพทย์แผนไทย&#xD;
อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 60.1 รองลงมามีสมรรถนะการทำงานในระดับปานกลาง ร้อยละ 38.5 และ&#xD;
มีสมรรถนะการทำงานระดับน้อย ร้อยละ 1.4 ตามลำดับ โดยมีคะแนนสูงสุด 90 คะแนน และคะแนน&#xD;
ต่ำสุด 29 คะแนน ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 68.10 และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 11.81 ซึ่งปัจจัยที่&#xD;
สามารถร่วมพยากรณ์สมรรถนะการทำงานทางวิชาชีพของแพทย์แผนไทยในหน่วยบริการสุขภาพ&#xD;
เขตสุขภาพที่ 3 ที่มีอำนาจการพยากรณ์สูงที่สุด ได้แก่ เพศ (Beta = 0.521) แรงจูงใจในการทำงานทาง&#xD;
วิชาชีพแพทย์แผนไทย (Beta = 0.294) และทัศนคติในการทำงานทางวิชาชีพแพทย์แผนไทย (Beta = 0.244)&#xD;
ตามลำดับ โดยสามารถร่วมพยากรณ์สมรรถนะการทำงานทางวิชาชีพของแพทย์แผนไทยในหน่วยบริการสุขภาพ&#xD;
เขตสุขภาพที่ 3 ได้ ร้อยละ 21.2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญ&#xD;
ในการวางแผนยุทธศาสตร์สำหรับการบริหารทรัพยากรบุคคลทางวิชาชีพแพทย์แผนไทย และกำหนดเป็น&#xD;
แนวทางการพัฒนาสมรรถนะการทำงานของแพทย์แผนไทยเฉพาะด้านให้เกิดความเชี่ยวชาญ ควบคู่กับ&#xD;
การพัฒนาทัศนคติเชิงบวกต่อหน่วยงาน พร้อมทั้งการสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมทั้งด้านค่าตอบแทน&#xD;
และความก้าวหน้าในวิชาชีพ เพื่อรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพให้คงอยู่ในระบบบริการสาธารณสุขของรัฐ&#xD;
อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
Description: วิทยานิพนธ์ ส.ม. สาธารณสุขศาสตร์</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6910</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

