<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/4478">
    <title>DSpace Collection: Faculty of Allied Health Sciences</title>
    <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/4478</link>
    <description>Faculty of Allied Health Sciences</description>
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6933" />
        <rdf:li rdf:resource="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6911" />
        <rdf:li rdf:resource="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6891" />
        <rdf:li rdf:resource="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6890" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-04-07T07:44:49Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6933">
    <title>การประเมินปริมาณรังสีของเครื่องเร่งอนุภาคที่มีการจับคู่ลำรังสี ในรังสีศัลยกรรมและรังสีร่วมพิกัด</title>
    <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6933</link>
    <description>Title: การประเมินปริมาณรังสีของเครื่องเร่งอนุภาคที่มีการจับคู่ลำรังสี ในรังสีศัลยกรรมและรังสีร่วมพิกัด
Authors: ธนัช บัวจำรัส
Abstract: การจับคู่ลำรังสีระหว่างเครื่องเร่งอนุภาค คือกระบวนการปรับตั้งคุณลักษณะของลำรังสีจาก&#xD;
เครื่องฉายรังสีให้มีลักษณะใกล้เคียงกันมากที่สุด เพื่อให้สามารถสลับการรักษาผู้ป่วยระหว่างเครื่องได้&#xD;
โดยไม่จำเป็นต้องวางแผนการรักษาใหม่ การตรวจสอบความสอดคล้องของลำรังสีก่อนนำไปใช้จริง&#xD;
ในทางคลินิกจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเทคนิคการฉายรังสีศัลยกรรม และการฉายรังสีร่วม&#xD;
พิกัด ซึ่งมีความซับซ้อนสูงและต้องการความถูกต้องและแม่นยำของปริมาณรังสีสูง งานวิจัยนี้มี&#xD;
วัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสอดคล้องของพารามิเตอร์ทางปริมาณรังสี และการประกันคุณภาพ&#xD;
แผนการรักษาเฉพาะผู้ป่วยระหว่างเครื่องเร่งอนุภาค 2 เครื่องที่ผ่านการจับคู่ลำรังสีแล้ว โดยใช้ลำรังสี&#xD;
เอกซ์พลังงาน 6 เมกะโวลต์แบบไม่ใช้ตัวกรองปรับเรียบ ในการฉายรังสีศัลยกรรมและการฉายรังสีร่วม&#xD;
พิกัด ทำการเปรียบเทียบพารามิเตอร์ทางฟิสิกส์ ได้แก่ ค่า TPR20,10, เปอร์เซ็นต์ปริมาณรังสีตามความ&#xD;
ลึก, ปริมาณรังสีสัมพัทธ์ตามแนวระนาบ, ปัจจัยเอาต์พุต และพารามิเตอร์ของมัลติลีฟคอลลิเมเตอร์&#xD;
เพื่อประเมินความสอดคล้องของลำรังสีระหว่างเครื่อง จากนั้นได้ทำการประเมินการประกันคุณภาพ&#xD;
แผนการรักษาเฉพาะผู้ป่วย ด้วยแผนการรักษาจำนวน 49 แผนที่ใช้เทคนิคการฉายรังสีแบบปรับความ&#xD;
เข้มเชิงปริมาตร สำหรับการรักษาแบบรังสีศัลยกรรม และการฉายรังสีร่วมพิกัด โดยเปรียบเทียบค่า&#xD;
การผ่านเกณฑ์ของการวิเคราะห์แกมมา (gamma passing rate) ที่ระดับเกณฑ์ 3%/2 มิลลิเมตร,&#xD;
2%/1 มิลลิเมตร และ 1%/1 มิลลิเมตร ระหว่างเครื่องทั้งสอง ผลการศึกษาพบว่า พารามิเตอร์ด้าน&#xD;
ปริมาณรังสีมีความแตกต่างอยู่ภายในขอบเขตที่ยอมรับได้ทางคลินิกและเมื่อเทียบกับงานวิจัยก่อนหน้า&#xD;
สะท้อนถึงความสอดคล้องกันของลำรังสี ทั้งนี้ ค่าเฉลี่ยของอัตราการผ่านเกณฑ์ของแกมมาในระดับ&#xD;
3%/2 มิลลิเมตร มีค่าสูงกว่า 98% และมากกว่า 90% สำหรับระดับ 2%/1 มิลลิเมตร และ 1%/1&#xD;
มิลลิเมตร โดยไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &gt; 0.05) โดยสรุป เครื่องเร่งอนุภาค&#xD;
ทั้งสองที่ผ่านการจับคู่ลำรังสีสามารถให้ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกันทั้งในด้านพารามิเตอร์ทางปริมาณรังสีง&#xD;
และการประกันคุณภาพแผนการรักษาเฉพาะผู้ป่วย สนับสนุนความเป็นไปได้ในการสลับเครื่องฉายรังสี&#xD;
โดยไม่จำเป็นต้องวางแผนการรักษาใหม่ โดยเฉพาะในการรักษาด้วยเทคนิคการฉายรังสีศัลยกรรม และ&#xD;
การฉายรังสีร่วมพิกัด
Description: วิทยานิพนธ์ วท.ม. ฟิสิกส์การแพทย์</description>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6911">
    <title>ประสิทธิผลของการนวดกดจุดที่ฝ่าเท้าด้วยกะลามะพร้าวต่อการตอบสนองทาง สรีรวิทยาบริเวณผิวหนังที่ฝ่าเท้าในผู้ใหญ่วัยก่อนสูงอายุและ ผู้สูงอายุ</title>
    <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6911</link>
    <description>Title: ประสิทธิผลของการนวดกดจุดที่ฝ่าเท้าด้วยกะลามะพร้าวต่อการตอบสนองทาง สรีรวิทยาบริเวณผิวหนังที่ฝ่าเท้าในผู้ใหญ่วัยก่อนสูงอายุและ ผู้สูงอายุ
Authors: ละมุล แจ้งวาริต
Abstract: การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบระยะเวลาในการยืนบนกะลามะพร้าวต่อ&#xD;
อุณหภูมิที่ฝ่าเท้า อัตราการเต้นของหัวใจ ช่วงเวลาอัตราการหายใจ และระดับขีดกั้นความรู้สึกเจ็บปวด&#xD;
ระหว่างการยืนบนกะลามะพร้าวซีกตัวผู้และซีกตัวเมีย และเปรียบเทียบระยะเวลาการลดลงของ&#xD;
อุณหภูมิที่ฝ่าเท้า หลังจากลงจากกะลามะพร้าวระหว่างการยืนบนกะลามะพร้าวซีกตัวผู้และซีกตัวเมีย&#xD;
ในผู้ใหญ่วัยก่อนสูงอายุและผู้สูงอายุ อายุระหว่าง 50-70 ปี จำนวน 30 คน โดยอาสาสมัครเริ่มจากยืน&#xD;
บนพื้นราบ 3 นาที แล้วตามด้วยยืนบนกะลามะพร้าว 1, 3, 5, 7 และ 10 นาที ทั้งกะลามะพร้าวซีกตัว&#xD;
ผู้และตัวเมีย เมื่อครบเวลาการยืนในแต่ละรอบ อาสาสมัครถูกวัดอุณหภูมิที่ฝ่าเท้าทั้งสองข้าง วัดอัตรา&#xD;
การเต้นของหัวใจ และอัตราการหายใจ ทุก ๆ 1 นาทีจนครบ 10 นาที และวัดระดับขีดกั้นความรู้สึก&#xD;
เจ็บปวดหลังจากลงจากกะลาทันทีและในนาทีที่ 10 ผลการศึกษาพบว่าหลังยืนบนกะลามะพร้าวซีกตัว&#xD;
เมียเป็นระยะเวลา 3, 5, 7 และ 10 นาที อุณหภูมิที่ฝ่าเท้าทั้งสองข้าง เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ&#xD;
ทันทีหลังจากลงจากกะลามะพร้าว และเพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลา 10 นาที (p &lt; 0.05) ในขณะที่ยืนบน&#xD;
กะลามะพร้าวซึกตัวผู้ อุณหภูมิที่ฝ่าเท้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งสองข้างหลังจากยืนบน&#xD;
กะลามะพร้าวเป็นระยะเวลา 7 และ 10 นาที (p &lt; 0.05) นอกจากนี้ยังพบว่าอัตราการเต้นของหัวใจ&#xD;
จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังจากยืนบนกะลามะพร้าวทั้งซึกตัวผู้และตัวเมีย (p &lt; 0.05) และ&#xD;
ไม่พบความแตกต่างของช่วงเวลาอัตราการหายใจ (RR interval) หลังยืนบนกะลามะพร้าวทั้งซีกตัวผู้&#xD;
และซีกตัวเมีย (p &gt; 0.05) แต่อย่างไรก็ตามพบว่าอุณหภูมิและระดับขีดกั้นความรู้สึกเจ็บปวดที่ฝ่าเท้า&#xD;
หลังยืนบนกะลามะพร้าวซีกตัวผู้สูงกว่าซึกตัวเมียอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) สรุปได้ว่าการ&#xD;
ยืนบนกะลามะพร้าวส่งผลเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่ฝ่าเท้า และลดลงของอัตราการเต้นของหัวใจตลอด&#xD;
ระยะเวลา 10 นาทีหลังจากลงจากกะลามะพร้าว
Description: วิทยานิพนธ์ วท.ม. กายภาพบำบัด</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6891">
    <title>การประเมินปริมาณรังสีที่ใช้ในการสร้างภาพจากเครื่องฉายรังสีแบบเกลียวหมุน</title>
    <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6891</link>
    <description>Title: การประเมินปริมาณรังสีที่ใช้ในการสร้างภาพจากเครื่องฉายรังสีแบบเกลียวหมุน
Authors: ปรัชญากานต์ โหมเพ็ง
Abstract: เครื่องฉายรังสีแบบเกลียวหมุนมีระบบภาพนำวิถีที่สามารถสร้างภาพตัดขวางระดับศักย์ไฟฟ้า&#xD;
เมกะโวลต์ (MVCT) และกิโลโวลต์ (kVCT) เพื่อใช้ตรวจสอบตำแหน่งผู้ป่วยในแต่ละวันก่อนเริ่มการฉายรังสี&#xD;
อย่างไรก็ตามการสร้างภาพดังกล่าวส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับปริมาณรังสีเพิ่มขึ้น ในรายงาน American&#xD;
Association of Physicists in Medicine (AAPM) Task Group 180 แนะนำให้รวมปริมาณรังสีจาก&#xD;
การสร้างภาพไว้ในปริมาณรังสีที่แพทย์กำหนด หากปริมาณรังสีดังกล่าวเกินร้อยละ 5 ของปริมาณรังสี&#xD;
ที่แพทย์กำหนด งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินค่าปริมาณรังสีจากการสร้างภาพด้วยระบบภาพ&#xD;
นำวิถีภายใต้โปรโตคอลที่ใช้ทางคลินิก โดยทำการศึกษาในเครื่องฉายรังสีแบบเกลียวหมุนจำนวน&#xD;
4 เครื่อง ที่มีระบบการสร้างภาพแบบ MVCT 2 เครื่อง (โรงพยาบาล A และ B) และแบบ kVCT&#xD;
2 เครื่อง (โรงพยาบาล A และ C) จากโรงพยาบาล 3 แห่ง โดยวัดค่าปริมาณรังสี Weighted Multiple&#xD;
Slice Average Dose (MSADw) ใน CTDI phantom และทำการประเมินค่าปริมาณรังสีสะสมที่ผู้ป่วย&#xD;
ได้รับจากการสร้างภาพด้วยระบบภาพนำวิถีตลอดช่วงระยะของการฉายรังสี โดยคูณค่า MSADw ที่วัด&#xD;
ได้ใน CTDI phantom กับจำนวนครั้งที่มีการสร้างภาพของผู้ป่วยแต่ละรายจำแนกตามชนิดของมะเร็ง&#xD;
จากนั้นเปรียบเทียบค่าปริมาณรังสีสะสมที่ผู้ป่วยได้รับจากการสร้างภาพตลอดช่วงระยะของการฉาย&#xD;
รังสีกับปริมาณรังสีที่แพทย์กำหนด โดยกำหนดเกณฑ์พิจารณาเท่ากับร้อยละ 5 ผลการศึกษาพบว่า&#xD;
ค่าเฉลี่ยปริมาณรังสี MSAD&#xD;
Mw&#xD;
VCT&#xD;
จากการสร้างภาพแบบ MVCT ของโรงพยาบาล A และ B เท่ากับ 0.85&#xD;
+ 0.01 cGy และ 0.86 + 0.00 cGy ตามลำดับ ซึ่งค่าปริมาณรังสีดังกล่าวแตกต่างกันร้อยละ 1.17&#xD;
และค่าปริมาณรังสีของทั้งสองโรงพยาบาลไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ค่าเฉลี่ยปริมาณรังสี&#xD;
MSAD&#xD;
w&#xD;
kVCT&#xD;
จากการสร้างภาพแบบ kVCT ของโรงพยาบาล A และโรงพยาบาล C อยู่ในช่วง 0.19 - 0.83&#xD;
cGy, 0.49 - 1.96 cGy และ 0.74 - 2.65 cGy สำหรับโปรโตคอลศีรษะ ทรวงอกและอุ้งเชิงกราน&#xD;
ตามลำดับ ซึ่งค่าปริมาณรังสีในแต่ละโรงพยาบาล มีความแตกต่างกันไม่เกินร้อยละ 20 ยกเว้น&#xD;
โปรโตคอลศีรษะ ในโหมด Coarse ขนาด Medium (ร้อยละ 23.73) โปรโตคอลทรวงอก ในโหมด&#xD;
Normal ขนาด Small (ร้อยละ 21.33) และโปรโตคอลอุ้งเชิงกราน ในโหมด Normal ขนาด Smallง&#xD;
(ร้อยละ 21.00) ทั้งนี้ ค่าปริมาณรังสีของทั้งสองโรงพยาบาลไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ&#xD;
ในโปรโตคอลศีรษะ (p = 0.53) แต่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในโปรโตคอลทรวงอก&#xD;
และอุ้งเชิงกราน (p = 0.008 และ 0.01 ตามลำดับ) สำหรับค่าปริมาณรังสีสะสมที่ผู้ป่วยได้รับจากการ&#xD;
สร้างภาพแบบ MVCT และ kVCT ตลอดช่วงระยะของการฉายรังสี อยู่ในช่วงร้อยละ 0.34 - 0.44 และ&#xD;
ร้อยละ 0.28 - 0.87 ของปริมาณรังสีที่แพทย์กำหนด ทั้งนี้ ปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับจากการสร้างภาพ&#xD;
ตลอดช่วงระยะของการฉายรังสีไม่เกินร้อยละ 5 ของปริมาณรังสีที่แพทย์กำหนดในทุกโรงพยาบาลและ&#xD;
ในมะเร็งทุกชนิด
Description: วิทยานิพนธ์ วท.ม. ฟิสิกส์การแพทย์</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6890">
    <title>ฤทธิ์ของสารมาดีคาสโซไซด์ต่อการทำงานของเกล็ดเลือด และการศึกษาโมเลกุลเป้าหมายด้วยเทคนิค Molecular docking</title>
    <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6890</link>
    <description>Title: ฤทธิ์ของสารมาดีคาสโซไซด์ต่อการทำงานของเกล็ดเลือด และการศึกษาโมเลกุลเป้าหมายด้วยเทคนิค Molecular docking
Authors: ปรียาภรณ์ คล้ายสุวรรณ์
Abstract: โรคหลอดเลือดสมอง เป็นภาวะที่เกิดจากลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งพบได้ในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยมะเร็ง&#xD;
ภาวะอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยมักมีภาวะแทรกซ้อน ส่งผลให้มี&#xD;
ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาเพื่อรักษาฟื้นฟูมากขึ้น ปัจจุบันยาต้านเกล็ดเลือดถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันและ&#xD;
ลดการเกิดโรคซ้ำ อย่างไรก็ตามการใช้ยาเป็นเวลานานอาจส่งผลข้างเคียงได้ มีงานวิจัยก่อนหน้า&#xD;
พยายามศึกษาสารจากธรรมชาติที่มีฤทธิ์ต้านการทำงานของเกล็ดเลือด และพบว่าสารประกอบไตร&#xD;
เทอร์พีนอยด์สามารถยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดได้ ในปี 2015 มีรายงานว่าสารมาดีคาสโซไซด์&#xD;
จากใบบัวบกซึ่งเป็นสารประกอบไตรเทอร์พีนอยด์ซาโปนิน มีฤทธิ์ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด&#xD;
แต่ยังไม่ทราบถึงการทำงานเชิงลึก งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์ของสารมาดีคาสโซไซด์&#xD;
ต่อการทำงานของเกล็ดเลือดโดยวิเคราะห์ในกระบวนการเกาะกลุ่ม การเกาะติดการเปลี่ยนแปลง&#xD;
รูปร่างของเกล็ดเลือด และการหดตัวของเกล็ดเลือด รวมถึงการศึกษาโมเลกุลเป้าหมายของสารมาดี&#xD;
คาสโซไซด์ด้วยเทคนิคโมเลกุลาร์ด็อกกิง ผลการศึกษาพบว่าสารมาดีคาสโซไซด์ไม่ก่อให้เกิดความเป็น&#xD;
พิษต่อเกล็ดเลือด และที่ความเข้มข้น 200 และ 400 µM สามารถยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดที่&#xD;
ถูกกระตุ้นด้วย ADP ได้โดยฤทธิ์ยับยั้งจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณความเข้มข้นของสาร นอกจากนี้ที่ความ&#xD;
เข้มข้น 400 µM ส่งผลให้การเกาะติด การเปลี่ยนแปลงรูปร่าง การแผ่ขยายและการจัดเรียงโครงสร้าง&#xD;
cytoskeleton ของเกล็ดเลือดที่เกาะติดบนพื้นผิว fibrinogen ลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อ&#xD;
เทียบกับกลุ่มควบคุม เมื่อทำการวิเคราะห์การหดตัวของลิ่มเลือดพบว่าสารมาดีคาสโซไซด์ที่ความ&#xD;
เข้มข้น 400 µM มีฤทธิ์ยับยั้งการหดตัวของลิ่มเลือดได้ (p&lt;0.001) ในการวิเคราะห์การจับกันระหว่าง&#xD;
โปรตีนและลิแกนด์ด้วยเทคนิคโมเลกุลาร์ด็อกกิง พบว่าค่าพลังงานการยึดจับ (∆G) ระหว่างโปรตีน&#xD;
ตัวรับ P2Y12 กับสารมาดีคาสโซไซด์และยา ticagrelor มีค่าเท่ากับ -9.0 และ -9.4 kcal/mol&#xD;
ตามลำดับ บ่งชี้ว่าสารมาดีคาสโซไซด์อาจออกฤทธิ์ผ่านกลไกคล้ายกับยา ticagrelor ที่ยับยั้งง&#xD;
การทำงานของโปรตีน P2Y12 โดยตรง ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า สารมาดีคาสโซไซด์มีศักยภาพในการ&#xD;
พัฒนาเป็นสารต้านการทำงานของเกล็ดเลือดที่อาจนำไปประยุกต์ใช้ในการป้องกันหรือ&#xD;
รักษาโรคหลอดเลือดสมองในอนาคต
Description: วิทยานิพนธ์ วท.ม. สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

