<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/4476">
    <title>DSpace Collection: Faculty of Education</title>
    <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/4476</link>
    <description>Faculty of Education</description>
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6973" />
        <rdf:li rdf:resource="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6967" />
        <rdf:li rdf:resource="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6961" />
        <rdf:li rdf:resource="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6960" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-04-10T00:24:23Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6973">
    <title>กระบวนการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์ เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองโลก ด้านสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1</title>
    <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6973</link>
    <description>Title: กระบวนการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์ เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองโลก ด้านสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
Authors: ญาณิน ด้วงภู่ทิม
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในกระบวนการจัดการ&#xD;
เรียนรู้ เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองโลกด้านสิ่งแวดล้อม ในสาระภูมิศาสตร์ สำหรับนักเรียนระดับ&#xD;
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เพื่อพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์ เพื่อส่งเสริม&#xD;
ความเป็นพลเมืองโลกด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยเป็นการวิจัยแบบ&#xD;
ผสานวิธี (Mixed Methods Research) ประชากร คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน&#xD;
มัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ ในเขตจังหวัดปทุมธานี จำนวน 7 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 4,038 คน&#xD;
กลุ่มตัวอย่างสำหรับการศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหา ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1&#xD;
จำนวน 351 คน ได้จากการสุ่มตามสูตรของ Krejcie, &amp; Morgan และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลเชิงลึก ได้แก่&#xD;
ครูผู้สอนสาระภูมิศาสตร์ จำนวน 7 คน และนักเรียน จำนวน 14 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่&#xD;
แบบสอบถาม แนวคำถามในการสัมภาษณ์ และแผนการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์&#xD;
กลุ่มเป้าหมายในการทดลองใช้กระบวนการเรียนรู้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน&#xD;
ธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คน วิเคราะห์ข้อมูล&#xD;
ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองโลก&#xD;
ด้านสิ่งแวดล้อม ในสาระภูมิศาสตร์ อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย (𝑥̅ = 2.94) และส่วนเบี่ยงเบน&#xD;
มาตรฐาน (S.D. = 0.52) โดยด้านผู้สอนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านเนื้อหา ด้านสื่อการเรียนรู้&#xD;
ด้านวิธีการจัดการเรียนรู้ ด้านผู้เรียน ตามลำดับ และด้านการวัดผลและประเมินผล มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด&#xD;
กระบวนการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การสร้าง&#xD;
ความตระหนักรู้ การวิเคราะห์เชิงพื้นที่ การเชื่อมโยงกับโครงสร้างสังคม การอภิปรายทางเลือกการผลิตสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง และการสะท้อนคิด ผลการทดลองใช้กระบวนการเรียนรู้ พบว่า&#xD;
นักเรียนมีคุณลักษณะความเป็นพลเมืองโลกด้านสิ่งแวดล้อม โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ย&#xD;
(𝑥̅ = 3.72) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D. = 0.31) โดยด้านความรู้และความเข้าใจ มีค่าเฉลี่ย&#xD;
สูงสุด รองลงมา คือ ด้านทัศนคติและค่านิยม ด้านทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ และด้านการมีส่วนร่วม&#xD;
และการลงมือปฏิบัติ ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่ากระบวนการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์เชิงวิพากษ์&#xD;
สามารถส่งเสริมผู้เรียนให้พัฒนาอย่างรอบด้านทั้งความรู้ ทักษะ เจตคติ และการมีส่วนร่วมในฐานะ&#xD;
พลเมืองโลกด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Description: วิทยานิพนธ์ กศ.ม. สังคมศึกษา</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6967">
    <title>รูปแบบการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรม สำหรับครูโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน</title>
    <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6967</link>
    <description>Title: รูปแบบการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรม สำหรับครูโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
Authors: พัณณิตา พิมพ์มาศ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรม&#xD;
สำหรับครูโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน&#xD;
โดยแบ่งวิธีการดำเนินการวิจัยออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาองค์ประกอบและ&#xD;
แนวทางการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรมสำหรับครูโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา&#xD;
ประกอบด้วย 3 ขั้น ขั้นที่ 1.1 การศึกษาองค์ประกอบการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรม&#xD;
โดยการสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ขั้นที่ 1.2 การศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะ&#xD;
การสร้างสรรค์และนวัตกรรม โดยการศึกษาจากสถานศึกษาที่มีวิธีปฏิบัติที่ดี (Best Practice)&#xD;
จำนวน 3 แห่ง ขั้นที่ 1.3 การศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรม&#xD;
โดยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ขั้นตอนที่ 2 การสร้างและตรวจสอบความเหมาะสม&#xD;
ของรูปแบบการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรมสำหรับครูโรงเรียนขยายโอกาส&#xD;
ทางการศึกษา ประกอบด้วย 4 ขั้น ขั้นที่ 2.1 การยกร่างรูปแบบ ขั้นที่ 2.2 การตรวจสอบความ&#xD;
เหมาะสมของรูปแบบ โดยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ขั้นที่ 2.3 การจัดทำคู่มือการใช้&#xD;
รูปแบบ ขั้นที่ 2.4 การตรวจสอบความเหมาะสมของคู่มือการใช้รูปแบบ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน&#xD;
5 คน ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรมสำหรับครู&#xD;
โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โดยทดลองใช้กับครูโรงเรียนบ้านห้วยไร่(รัฐราษฎร์อนุกูล) สังกัด&#xD;
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2 จำนวน 15 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง&#xD;
(Purposive Sampling) ขั้นตอนที่ 4 การประเมินความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการพัฒนาทักษะ&#xD;
การสร้างสรรค์และนวัตกรรมสำหรับครูโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โดยการสอบถามผู้บริหาร&#xD;
หัวหน้าวิชาการและครูโรงเรียนบ้านห้วยไร่(รัฐราษฎร์อนุกูล) จำนวน 16 คนผลการวิจัยพบว่า&#xD;
     1. รูปแบบการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรมสำหรับครูโรงเรียนขยายโอกาส&#xD;
ทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ&#xD;
ได้แก่ องค์ประกอบที่ 1 หลักการของรูปแบบ องค์ประกอบที่ 2 วัตถุประสงค์ของรูปแบบ องค์ประกอบง&#xD;
ที่ 3 กระบวนการพัฒนา ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะห์ความต้องการ&#xD;
ในการพัฒนา ขั้นตอนที่ 2 การวางแผนการพัฒนา ขั้นตอนที่ 3 การดำเนินการพัฒนา ขั้นตอนที่ 4&#xD;
การนิเทศ ติดตาม สะท้อนผล ขั้นตอนที่ 5 การประเมินผลการพัฒนา และองค์ประกอบที่ 4 ผลลัพธ์&#xD;
จากการพัฒนา ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการคิดสร้างสรรค์ ด้านการสร้างนวัตกรรมให้สำเร็จ&#xD;
ด้านการประยุกต์ใช้นวัตกรรมสู่การปฏิบัติ และด้านการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์&#xD;
     2. ผลการสร้างและตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์และ&#xD;
นวัตกรรม และคู่มือการใช้รูปแบบการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรมสำหรับครูโรงเรียน&#xD;
ขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยผู้ทรงคุณวุฒิ&#xD;
พบว่า รูปแบบการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรมมีความเหมาะสม และคู่มือการใช้รูปแบบ&#xD;
การพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.76,&#xD;
S.D. = 0.08)&#xD;
     3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรมสำหรับครูโรงเรียน&#xD;
ขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า 1) ครูมีความรู้&#xD;
ความเข้าใจหลังการใช้รูปแบบ (𝑥̅ = 19.47, S.D. = 2.76) สูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบ (𝑥̅ = 9.20,&#xD;
S.D. = 0.74) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ครูมีความพึงพอใจต่อการอบรมเชิงปฏิบัติการ&#xD;
การพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.90, S.D. = 0.17)&#xD;
3) ผลการประเมินตนเองของครูผู้สอนในการพัฒาทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรมอยู่ในระดับมาก&#xD;
ที่สุด (𝑥̅ = 4.66, S.D. = 0.22) และ 4) ผลการประเมินทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรม&#xD;
โดยผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.50, S.D. = 0.33)&#xD;
     4. ผลการประเมินความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์&#xD;
และนวัตกรรมสำหรับครูโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา&#xD;
ขั้นพื้นฐาน ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร หัวหน้าฝ่ายวิชาการและครูผู้สอน พบว่า รูปแบบมีความ&#xD;
เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาครูและการยกระดับคุณภาพผู้เรียน อยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.77,&#xD;
S.D. = 0.40)
Description: วิทยานิพนธ์ กศ.ด. การบริหารการศึกษา</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6961">
    <title>ผลของโปรแกรมการฝึกการทำงานของสมอง และการเคลื่อนไหวของร่างกาย ที่มีต่อการทำงานของสมอง สมรรถภาพทางกาย และความสามารถในการทุ่ม ในนักกีฬายูโดระดับเยาวชน</title>
    <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6961</link>
    <description>Title: ผลของโปรแกรมการฝึกการทำงานของสมอง และการเคลื่อนไหวของร่างกาย ที่มีต่อการทำงานของสมอง สมรรถภาพทางกาย และความสามารถในการทุ่ม ในนักกีฬายูโดระดับเยาวชน
Authors: สหชัย ชัชวาลย์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกการทำงานของสมอง&#xD;
และการเคลื่อนไหวของร่างกายที่มีต่อการทำงานสมอง สมรรถภาพทางกาย และความสามารถในการ&#xD;
ทุ่มของนักกีฬายูโดระดับเยาวชน โดยใช้โปรแกรมฝึกการทำงานของสมองและการเคลื่อนไหวของ&#xD;
ร่างกาย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬายูโดเพศชาย อายุระหว่าง 16 – 18 ปี จำนวน 26 คน ได้แก่ กลุ่ม&#xD;
ทดลองที่ 1 เข้าร่วมโปรแกรมฝึกการทำงานของสมองและการเคลื่อนไหวของร่างกาย 3 วันต่อสัปดาห์&#xD;
เป็นเวลา 8 สัปดาห์ และกลุ่มทดลองที่ 2 เข้าร่วมโปรแกรมฝึกยูโดแบบปกติเพียงอย่างเดียว ผู้วิจัยเก็บ&#xD;
ข้อมูลตัวแปรด้านสรีรวิทยา ทดสอบความสามารถทางสมอง สมรรถภาพทางกาย และความสามารถ&#xD;
ในการทุ่ม ก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ&#xD;
Two – way ANOVA with Repeated Measures (p&lt;0.05)&#xD;
     ผลการวิจัยพบว่า มวลกล้ามเนื้อภายในกลุ่มทดลองที่ 1 หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และหลัง&#xD;
การฝึกสัปดาห์ที่ 8 มากกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อีกทั้งความสามารถทาง&#xD;
สมองด้านความสามารถในการประมวลผลข้อมูล ซึ่งใช้แบบทดสอบ Choice Reaction Time Test&#xD;
(CRT) พบว่า กลุ่มทดลองที่ 1 มีความสามารถในการตอบสนองอย่างถูกต้องหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4&#xD;
และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 ดีกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยขณะทำ&#xD;
แบบทดสอบ CRT ของกลุ่มทดลองที่ 1 พบว่า คลื่นไฟฟ้าสมองเบต้า (Beta) หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8&#xD;
น้อยกว่าก่อนการฝึกและหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนคลื่นอัลฟ่า&#xD;
(Alpha) และคลื่นเธต้า (Theta) ภายในกลุ่มทดลองที่ 1 หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และหลังการฝึก&#xD;
สัปดาห์ที่ 8 มากกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 รวมถึงความสามารถของสมองง&#xD;
ด้านความสามารถเชิงมิติสัมพันธ์ ซึ่งใช้แบบทดสอบ Mental Rotation Test (MRT) พบว่ากลุ่ม&#xD;
ทดลองที่ 1 มีคะแนนทดสอบหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 ดีกว่าก่อนการฝึก และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4&#xD;
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยขณะทำแบบทดสอบ MRT ของกลุ่มทดลองที่ 1 พบว่า&#xD;
คลื่นไฟฟ้าสมองเบต้า อัลฟ่า และเธต้า ภายในกลุ่มทดลองที่ 1 มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับ&#xD;
คลื่นไฟฟ้าสมองขณะทำแบบทดสอบ CRT นอกจากนี้ ยังพบว่าสมรรถภาพทางกายด้านความอดทน&#xD;
ของกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว และการประสานสัมพันธ์ของระบบประสาทและกล้ามเนื้อหลัง&#xD;
การฝึกสัปดาห์ที่ 8 ของกลุ่มทดลองที่ 1 ดีกว่ากลุ่มทดลองที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&#xD;
อีกทั้ง จำนวนครั้งในการทุ่มและดัชนีการทุ่มหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 ของกลุ่มทดลองที่ 1 ดีกว่ากลุ่ม&#xD;
ทดลองที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&#xD;
     สรุปได้ว่า การฝึกการทำงานของสมองและการเคลื่อนไหวของร่างกายของนักกีฬายูโดระดับ&#xD;
เยาวชน โดยฝึกควบคู่กันในสภาวะที่ต้องทำงานสองอย่างพร้อมกัน ช่วยเสริมสร้างสมาธิและ&#xD;
ความสามารถในการประมวลผลข้อมูล รวมถึงการหมุนภาพในใจให้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนา&#xD;
สมรรถภาพทางกาย และความสามารถในการทุ่มของนักกีฬายูโดระดับเยาวชนด้วย
Description: วิทยานิพนธ์ กศ.ด. พลศึกษาและวิทยาศาสตร์การออกกำลังกาย</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6960">
    <title>การพัฒนารูปแบบการนิเทศผสมผสานแบบยืดหยุ่น เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนโค้ดดิ้งของครู</title>
    <link>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6960</link>
    <description>Title: การพัฒนารูปแบบการนิเทศผสมผสานแบบยืดหยุ่น เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนโค้ดดิ้งของครู
Authors: ฐานิตา แก้วศรี
Abstract: การวิจัยนี้วัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการเรียนการสอนโค้ดดิ้งของครู และ&#xD;
ความต้องการในการส่งเสริมการเรียนการสอนโค้ดดิ้งของครู 2) เพื่อสร้างและตรวจสอบคุณภาพของ&#xD;
รูปแบบการนิเทศผสมผสานแบบยืดหยุ่นเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนโค้ดดิ้งของครู 3) เพื่อศึกษาผล&#xD;
การใช้รูปแบบการนิเทศผสมผสานแบบยืดหยุ่นเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนโค้ดดิ้งของครู&#xD;
4) เพื่อประเมินรูปแบบการนิเทศผสมผสานแบบยืดหยุ่นเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนโค้ดดิ้งของครู&#xD;
แหล่งข้อมูล ได้แก่ 1) ศึกษานิเทศก์ จำนวน 2 คน 2) ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 4 คน 3) ครูผู้สอน&#xD;
รายวิชาวิทยาการคำนวณ จำนวน 4 คน และ 4) ครูผู้ร่วมพัฒนา 4 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง&#xD;
(Purposive Selection) กำหนดหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก เครื่องมือที่ใช้ทำการวิจัยประกอบด้วย&#xD;
1) แบบบันทึกการสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2) แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม&#xD;
3) แบบประเมินความสอดคล้องเชิงเนื้อหาของรูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบการนิเทศผสมผสาน&#xD;
แบบยืดหยุ่นเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนโค้ดดิ้งของครู 4) แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้&#xD;
5) แบบสังเกตการณ์สอน 6) แบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อผลการใช้รูปแบบการนิเทศผสมผสาน&#xD;
แบบยืดหยุ่นเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนโค้ดดิ้งของครู การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้วิเคราะห์&#xD;
ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย (X) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพการเรียนการสอนโค้ดดิ้งของครูและความต้องการ&#xD;
ในการส่งเสริมการเรียนการสอนโค้ดดิ้งของครู พบว่า ความคิดเห็นของครูที่มีต่อสภาพการเรียน&#xD;
การสอนโค้ดดิ้ง ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และความคิดเห็นของครูที่มีต่อความต้องการในการ&#xD;
ส่งเสริมการเรียนการสอนโค้ดดิ้ง ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการสร้างและตรวจสอบคุณภาพ&#xD;
ของรูปแบบการนิเทศผสมผสานแบบยืดหยุ่นเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนโค้ดดิ้งของครู 2.1) รูปแบบง&#xD;
นิเทศผสมผสานแบบยืดหยุ่นเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนโค้ดดิ้งของครู มี 4 องค์ประกอบ ดังนี้&#xD;
องค์ประกอบที่ 1 ที่มาของรูปแบบ ได้แก่ 1) หลักการของรูปแบบ และ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ&#xD;
องค์ประกอบที่ 2 รูปแบบของการนิเทศ ได้แก่ 1) กระบวนการของรูปแบบ คือ กระบวนการนิเทศ&#xD;
ผสมผสานแบบยืดหยุ่น (3C1S) ประกอบด้วยขั้นตอน 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การสร้างข้อตกลง และ&#xD;
สัมพันธภาพที่ดี (Co agreement) 2) การร่วมออกแบบการจัดการเรียนการสอน (Co Instructional&#xD;
design) 3) การสังเกตการสอน (Class observation) 4) การประเมินผล (Summative Assessment)&#xD;
2) ระบบสังคม 3) ระบบสนับสนุน องค์ประกอบที่ 3 เงื่อนไขความสำเร็จ และองค์ประกอบที่ 4&#xD;
ผลที่เกิดขึ้นจากการนิเทศ 2.2) รูปแบบการนิเทศผสมผสานแบบยืดหยุ่นเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน&#xD;
โค้ดดิ้งของครู มีความเหมาะสมและเป็นไปได้ในการนำไปใช้ คู่มือการใช้รูปแบบการนิเทศผสมผสาน&#xD;
แบบยืดหยุ่นเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนโค้ดดิ้งของครู มีความเหมาะสมและเป็นไปได้ในการนำไปใช้&#xD;
2.3) รูปแบบการนิเทศผสมผสานแบบยืดหยุ่นเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนโค้ดดิ้งของครู&#xD;
มีความสอดคล้องเชิงเนื้อหาในระดับมาก คู่มือการใช้รูปแบบการนิเทศผสมผสานแบบยืดหยุ่น&#xD;
เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนโค้ดดิ้งของครูมีความสอดคล้องเชิงเนื้อหาในระดับมากที่สุด&#xD;
2.4) ผลการทดลองใช้ในโรงเรียนนำร่อง พบว่า ระดับคุณภาพการเรียนการสอนโค้ดดิ้งในภาพรวมมี&#xD;
พัฒนาการสูงขึ้น 3) ผลการใช้รูปแบบการนิเทศผสมผสานแบบยืดหยุ่นเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน&#xD;
โค้ดดิ้งของครูทั้ง 4 โรงเรียน พบว่า ระดับคุณภาพการเรียนการสอนโค้ดดิ้งในภาพรวมมีพัฒนาการเป็น&#xD;
ลำดับ และ 4) ผลประเมินผลการใช้รูปแบบการนิเทศผสมผสานแบบยืดหยุ่นเพื่อส่งเสริมการเรียน&#xD;
การสอนโค้ดดิ้งของครู มีระดับความพึงพอใจผลการใช้รูปแบบการนิเทศผสมผสานแบบยืดหยุ่น&#xD;
เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนโค้ดดิ้งของครูในระดับมากที่สุด</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

