<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>NU Intellectual Repository</title>
  <link rel="alternate" href="http://nuir.lib.nu.ac.th:8080/dspace" />
  <subtitle>The DSpace digital repository system captures, stores, indexes, preserves, and distributes digital research material.</subtitle>
  <id>http://nuir.lib.nu.ac.th:8080/dspace</id>
  <updated>2026-07-18T00:42:44Z</updated>
  <dc:date>2026-07-18T00:42:44Z</dc:date>
  <entry>
    <title>Development of a connectivism-based training course to enhance english communicative teaching skills through the integration of communicative language teaching and english as an international language for english major student teachers at a rajabhat university</title>
    <link rel="alternate" href="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7436" />
    <author>
      <name>Kollawat Kasemchok</name>
    </author>
    <id>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7436</id>
    <updated>2026-07-16T06:18:57Z</updated>
    <published>2005-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: Development of a connectivism-based training course to enhance english communicative teaching skills through the integration of communicative language teaching and english as an international language for english major student teachers at a rajabhat university
Authors: Kollawat Kasemchok
Abstract: This research aimed to 1 ) study the components of English communicative&#xD;
teaching skills integrating Communicative Language Teaching and English as an&#xD;
International Language 2) develop a training course 3) study the effectiveness, and 4)&#xD;
study the satisfaction of the training course, using research and development methods&#xD;
with four steps: Step 1: the components of English communicative teaching skills, and&#xD;
so on were explored. Data were collecting through interviews with five experts and a&#xD;
literature review. Step 2 : the connectivism-based training course was developed and&#xD;
assessed for appropriateness by five purposively selected experts. The data were&#xD;
analyzed using mean and standard deviation. Step 3 : the training course was&#xD;
implemented to study its effectiveness. The sample comprised 5 2 English major&#xD;
student teachers at Nakhon Sawan Rajabhat University, using purposive sampling.&#xD;
The research instrument was an assessment form, and the data were analyzed using&#xD;
mean and standard deviation. Step 4: the satisfaction and opinions were studied using&#xD;
a questionnaire and in-depth interviews. The data were analyzed using frequency,&#xD;
percentage, mean, standard deviation, and content analysis.D&#xD;
The results revealed that 1. the components of English communicative&#xD;
teaching skills consisted of five components: a) lesson plan design, b) using of&#xD;
communicative activities, c) EIL awareness, d) using of authentic materials, and e)&#xD;
communicative assessment competence. 2. the developed training course comprised&#xD;
main curriculum components: principle, learning objective, learning contents, a&#xD;
learning process with four stages: (1) Preparation and Motivation, (2) Exploration and&#xD;
Connection, (3) Collaboration and Creation, and (4) Reflection and Evaluation. The&#xD;
overall appropriateness of the training course was at a high level. 3. the&#xD;
implementation results showed that student teachers had significantly higher&#xD;
communicative teaching skills with a mean score of 82.75, passing the 70% criterion.&#xD;
4. the student teachers reported high levels of satisfaction. Moreover, from semistructured interview revealed that an appreciation for the networked collaborative&#xD;
environment and a confidence in applying EIL to their future teaching practices.
Description: Ed.M. Dissertation Thesis in English Language</summary>
    <dc:date>2005-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำร่วมเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางสังคม ของคณะกรรมการองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย (อวท.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา</title>
    <link rel="alternate" href="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7435" />
    <author>
      <name>วารุณี กรัดเนียม</name>
    </author>
    <id>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7435</id>
    <updated>2026-07-16T06:18:16Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำร่วมเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางสังคม ของคณะกรรมการองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย (อวท.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
Authors: วารุณี กรัดเนียม
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนา&#xD;
ภาวะผู้นำร่วมเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางสังคมของคณะกรรมการองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่ง&#xD;
ประเทศไทย (อวท.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 2) สร้างและตรวจสอบคุณภาพ&#xD;
รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำร่วมเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางสังคมของคณะกรรมการ อวท. 3) ทดลองใช้&#xD;
รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำร่วมเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางสังคมของคณะกรรมการ อวท. และ&#xD;
4) ประเมินรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำร่วมเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางสังคมของคณะกรรมการ อวท.&#xD;
การวิจัยดำเนินการตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ การศึกษา&#xD;
ความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนา การสร้างและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบ การทดลอง&#xD;
ใช้รูปแบบ และการประเมินรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาความต้องการจำเป็น ได้แก่ ผู้บริหาร&#xD;
สถานศึกษา รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียนนักศึกษา หัวหน้างานกิจกรรม ครูที่ปรึกษา&#xD;
อวท. นายก อวท. และสมาชิก อวท. สังกัดสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาคเหนือ ปีการศึกษา 2568&#xD;
จำนวน 307 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ผู้ทรงคุณวุฒิในการศึกษาแนวทางการพัฒนาและ&#xD;
ตรวจสอบคุณภาพรูปแบบ จำนวน 5 คน คัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้าน&#xD;
การบริหารสถานศึกษา การดำเนินงานของ อวท. และการพัฒนาผู้เรียนอาชีวศึกษา กลุ่มทดลองใช้&#xD;
รูปแบบ จำนวน 56 คน ประกอบด้วยครูที่ปรึกษา อวท. จำนวน 7 คน และคณะกรรมการ อวท.&#xD;
จำนวน 49 คน จากสถานศึกษาอาชีวศึกษาจังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 7 แห่ง ส่วนผู้ให้ข้อมูล&#xD;
ในการประเมินความเป็นประโยชน์และความเป็นไปได้ของรูปแบบ ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา&#xD;
ครูที่ปรึกษา อวท. และผู้แทนคณะกรรมการ อวท. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามจ&#xD;
ความต้องการจำเป็น แบบสัมภาษณ์แนวทางการพัฒนา แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบและ&#xD;
คู่มือ แบบประเมินความรู้ความเข้าใจก่อนและหลังการอบรม แบบประเมินความพึงพอใจ และ&#xD;
แบบสัมภาษณ์เพื่อประเมินความเป็นประโยชน์และความเป็นไปได้ของรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลเชิง&#xD;
ปริมาณโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง&#xD;
(PNI Modified) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้จากการสัมภาษณ์และการสะท้อนผล วิเคราะห์โดยใช้&#xD;
การวิเคราะห์เนื้อหา เพื่อสังเคราะห์ประเด็นสำคัญ แนวทางการพัฒนา ความเป็นประโยชน์ และ&#xD;
ความเป็นไปได้ของรูปแบบ&#xD;
ผลการวิจัย พบว่า&#xD;
1. ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำร่วมเพื่อการเปลี่ยน&#xD;
ผ่านทางสังคมของคณะกรรมการ อวท. พบว่า ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาเกิดขึ้นทั้ง 3 ระดับ&#xD;
โดยระดับบุคคลมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด (PNI = 0.561) รองลงมาคือระดับกลุ่ม&#xD;
(PNI = 0.525) และระดับสังคม/ชุมชน (PNI = 0.513) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ระดับบุคคลมี&#xD;
ความต้องการจำเป็นสูงในด้านการประเมินและสะท้อนคิดตนเอง ความมุ่งมั่นต่อเป้าหมายระยะยาว&#xD;
และการจัดการเวลาและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ระดับกลุ่มมีความต้องการจำเป็นสูงในด้าน&#xD;
การสนทนาและการบริหารความขัดแย้ง ทักษะการรับฟังและการสื่อสารอย่างมีเหตุผล และการปฏิบัติ&#xD;
หน้าที่และความรับผิดชอบต่อเป้าหมายทีม ส่วนระดับสังคม/ชุมชนมีความต้องการจำเป็นสูงในด้าน&#xD;
ความรับผิดชอบและการตัดสินใจ การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงและสร้างแรงบันดาลใจ และการเสนอ&#xD;
แนวคิดและการริเริ่มโครงการใหม่&#xD;
แนวทางการพัฒนาที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ&#xD;
และเชื่อมโยงกัน 3 ระดับ ได้แก่ ระดับบุคคล ควรมุ่งพัฒนาการรู้จักและเข้าใจตนเอง การประเมิน&#xD;
ตนเอง การสะท้อนคิด วินัย ความมุ่งมั่น ความรับผิดชอบ และการเข้าใจบทบาทหน้าที่ของ&#xD;
คณะกรรมการ อวท. ผ่านกิจกรรมหรือเครื่องมือ เช่น SWOT Analysis, Reflection Journal,&#xD;
ID Plan, AAR และการอบรมก่อนเข้ารับหน้าที่ ระดับกลุ่ม ควรมุ่งพัฒนาการทำงานเป็นทีม&#xD;
การสื่อสาร การรับฟัง การอภิปรายอย่างมีเหตุผล การบริหารความขัดแย้ง การกำหนดบทบาทหน้าที่&#xD;
ความโปร่งใส การสร้างข้อตกลงร่วม และการใช้ระบบติดตามหรือช่องทางสื่อสารภายในทีม และระดับ&#xD;
สังคม/ชุมชน ควรมุ่งส่งเสริมให้คณะกรรมการ อวท. ใช้ทักษะวิชาชีพในการดำเนินกิจกรรมจิตอาสา&#xD;
โครงการบริการชุมชน หรือโครงการที่ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของชุมชน โดยมี&#xD;
กระบวนการสำรวจปัญหา วิเคราะห์บริบท ออกแบบโครงการ ดำเนินงานร่วมกับชุมชน&#xD;
สถานประกอบการ และภาคีเครือข่าย ตลอดจนประเมินผลลัพธ์ของโครงการอย่างเป็นรูปธรรม&#xD;
2. ผลการสร้างและตรวจสอบคุณภาพรูปแบบ พบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นสังเคราะห์จาก&#xD;
ฐานข้อมูลสำคัญ ได้แก่ แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นฉ&#xD;
แนวทางการพัฒนาจากผู้ทรงคุณวุฒิ และบริบทการดำเนินงานของ อวท. ในสถานศึกษาอาชีวศึกษา&#xD;
รูปแบบประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการและเหตุผล หลักการของรูปแบบ วัตถุประสงค์&#xD;
ของรูปแบบ บทบาทของผู้ใช้รูปแบบ แนวทางการพัฒนา ผลลัพธ์การพัฒนา และเงื่อนไขสู่ความสำเร็จ&#xD;
ของรูปแบบ โดยจัดกิจกรรมการพัฒนาเป็น 3 โมดูล ได้แก่ โมดูลที่ 1 Reflective Value Leadership&#xD;
(Individual – พัฒนาตนและระบบสะท้อนคิด) โมดูลที่ 2 Collaborative Governance &amp; Team&#xD;
Synergy (Group – วางระบบทีม โปร่งใส และการสื่อสาร) และโมดูลที่ 3 Civic Innovation Lab&#xD;
(Community – ออกแบบโครงการบริการวิชาชีพที่วัดผลได้) ซึ่งเชื่อมโยงการพัฒนาจากระดับบุคคล&#xD;
ไปสู่ระดับกลุ่ม และต่อยอดสู่ระดับสังคม/ชุมชน ผลการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า&#xD;
รูปแบบมีความเหมาะสมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.77, S.D. = 0.46) และคู่มือ&#xD;
การใช้รูปแบบมีความเหมาะสมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.74, S.D. = 0.48)&#xD;
3. ผลการทดลองใช้รูปแบบโดยใช้โมดูลที่ 1 Reflective Value Leadership พบว่า&#xD;
ผู้เข้ารับการอบรมมีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.69,&#xD;
S.D. = 0.48) และมีความรู้ความเข้าใจหลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรม โดยก่อนการอบรมมี&#xD;
ค่าเฉลี่ยรวม 3.41 (S.D. = 0.61) และหลังการอบรมมีค่าเฉลี่ยรวม 4.64 (S.D. = 0.48) นอกจากนี้&#xD;
ผลการสะท้อนการเรียนรู้ภายหลังการนำไปใช้จริงเป็นระยะเวลา 2 เดือน พบว่า ผู้เข้าร่วมมีพัฒนาการ&#xD;
เชิงบวกด้านการรู้จักตนเอง การสะท้อนคิด การยอมรับจุดแข็งและจุดอ่อน ความมีวินัย ความมุ่งมั่น&#xD;
ต่อเป้าหมาย การจัดการทรัพยากร จิตสาธารณะ ความรับผิดชอบต่อสังคม การนำทักษะวิชาชีพไปใช้&#xD;
เพื่อประโยชน์ส่วนรวม และการทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อแก้ปัญหาชุมชน&#xD;
4. ผลการประเมินรูปแบบ พบว่า รูปแบบมีความเป็นประโยชน์และความเป็นไปได้&#xD;
ในการนำไปใช้จริงในบริบทของสถานศึกษาอาชีวศึกษา โดยผู้บริหาร ครูที่ปรึกษา และนายก อวท.&#xD;
เห็นว่ารูปแบบช่วยให้การพัฒนาคณะกรรมการ อวท. เป็นไปอย่างมีทิศทางและเป็นระบบ มีคู่มือและ&#xD;
เครื่องมือสนับสนุนการดำเนินงานที่ชัดเจน สามารถปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา&#xD;
และช่วยพัฒนาคณะกรรมการ อวท. ให้สามารถพัฒนาตนเอง ทำงานร่วมกับผู้อื่น และใช้ทักษะวิชาชีพ&#xD;
เพื่อสร้างประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ รูปแบบดังกล่าวส่งเสริมให้&#xD;
การดำเนินงานของคณะกรรมการ อวท. ไม่จำกัดอยู่เพียงการจัดกิจกรรมภายในสถานศึกษา&#xD;
แต่ยกระดับไปสู่กระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงผู้เรียน ทีมงาน สถานศึกษา ชุมชน และภาคีเครือข่าย&#xD;
เข้าด้วยกัน ทำให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักในบทบาทพลเมือง มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และ&#xD;
สามารถร่วมกันริเริ่มกิจกรรมหรือโครงการที่ตอบสนองต่อปัญหาหรือความต้องการของชุมชน
Description: วิทยานิพนธ์ กศ.ด. การบริหารการศึกษา</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รููปแบบการเสริมสร้างทักษะการจัดการเรียนรู้แห่งอนาคตสำหรับครูโรงเรียนมัธยมศึกษา</title>
    <link rel="alternate" href="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7434" />
    <author>
      <name>รัตติกาล บัวสิงคำ</name>
    </author>
    <id>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7434</id>
    <updated>2026-07-16T06:12:29Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รููปแบบการเสริมสร้างทักษะการจัดการเรียนรู้แห่งอนาคตสำหรับครูโรงเรียนมัธยมศึกษา
Authors: รัตติกาล บัวสิงคำ
Description: วิทยานิพนธ์ กศ.ด. การบริหารการศึกษา</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ฉากทัศน์วัฒนธรรมองค์กรโรงเรียนมัธยมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</title>
    <link rel="alternate" href="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7433" />
    <author>
      <name>พิชญาภา แจ้งสว่าง</name>
    </author>
    <id>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/7433</id>
    <updated>2026-07-16T06:11:20Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ฉากทัศน์วัฒนธรรมองค์กรโรงเรียนมัธยมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
Authors: พิชญาภา แจ้งสว่าง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาฉากทัศน์วัฒนธรรมองค์กรของโรงเรียน&#xD;
มัธยมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน จากกระบวนการวิจัยเชิงอนาคตตามเทคนิค Ethnographic Delphi&#xD;
Futures Research (EDFR) วิธีการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบฉาก&#xD;
ทัศน์วัฒนธรรมองค์กรโรงเรียนมัธยมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่ามัธยฐาน &#xD;
(Median) และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล จ านวน 10 คน 2) เพื่อสร้างและวิเคราะห์&#xD;
ฉากทัศน์วัฒนธรรมองค์กรโรงเรียนมัธยมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยใช้เครื่องมือแห่งอนาคต &#xD;
ส านักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (2565) จ านวน 5 คน และ 3) เพื่อตรวจสอบความ&#xD;
เหมาะสมและความเป็นไปได้ของฉากทัศน์วัฒนธรรมองค์กรโรงเรียนมัธยมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน&#xD;
ด้านความเหมาะสมและความเป็นไปได้ โดยการท าประชาพิจารณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Public Hearing&#xD;
of Stakeholders) จ านวน 50 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วน&#xD;
เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)&#xD;
ผลการวิจัย พบว่า 1) การวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบ EDFR ประกอบด้วยการ&#xD;
สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ การสังเคราะห์ฉันทามติและการสร้างฉากทัศน์ พบว่า วัฒนธรรมองค์กรโรงเรียน&#xD;
มัธยมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนสามารถสังเคราะห์ออกเป็น 4 ฉากทัศน์หลัก  คือ 1.วิสัยทัศน์และ&#xD;
ค่านิยมร่วม ความเชื่อ 2.วัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต 3.มาตรฐานสากลขององค์กร และ &#xD;
4.อัตลักษณ์ขององค์กร ซึ่งมีความเชื่อมโยงและเกื้อหนุนซึ่งกันและกันในเชิงระบบ และทั้ง 4 ฉากทัศน์มี&#xD;
ความเหมาะสมและมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติในระดับสูงมาก 2) ผลการวิเคราะห์ฉากทัศน์ใน&#xD;
อนาคตอีก 5–10 ปีข้างหน้า วัฒนธรรมองค์กรของโรงเรียนมัธยมศึกษาจะมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดย&#xD;
เน้นวิสัยทัศน์และค่านิยมร่วม ควบคู่กับวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นแกนส าคัญในการขับเคลื่อน&#xD;
องค์กรการวิเคราะห์ฉากทัศน์น าไปสู่รูปแบบการพัฒนา 4 แนวทาง ได้แก่ การหลอมรวมค่านิยม องค์กร&#xD;
แห่งการเรียนรู้ การยกระดับมาตรฐานสากล และการสร้างอัตลักษณ์องค์กรผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ข&#xD;
ปัจจัยด้านนโยบาย ภาวะผู้น า เทคโนโลยี และความคาดหวังของสังคม มีบทบาทส าคัญต่อการก าหนด&#xD;
ทิศทางองค์กรซึ่งสามารถใช้เป็นกรอบเชิงกลยุทธ์ส าหรับผู้บริหารในการพัฒนาโรงเรียนให้มีคุณภาพและ&#xD;
ยั่งยืนในอนาคต 3) องค์ประกอบฉากทัศน์วัฒนธรรมองค์กรโรงเรียนมัธยมศึกษาในภาพรวมมีความ&#xD;
เหมาะสมในระดับมาก ( =4.07, S.D.=.58) และมีความเป็นไปได้ในระดับมากเช่นกัน ( =4.15,&#xD;
S.D.=.48) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าในฉากทัศน์ที่ 4 อัตลักษณ์ขององค์กรมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด&#xD;
ทั้งในด้านความเหมาะสมและความเป็นไปได้  ( =4.23, S.D.=.51) และ  ( = 4.24, S.D.=.49) &#xD;
รองลงมาคือความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของฉากทัศน์ที่ 1 วิสัยทัศน์และค่านิยมร่วมและความ&#xD;
เชื่อ ( =4.06, S.D.=.64) และ  ( =4.14, S.D.=.49) โดยผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดเชิง&#xD;
ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาโรงเรียนมัธยมศึกษาให้มีคุณภาพ เอกภาพและความยั่งยืนในระยะยาว
Description: วิทยานิพนธ์ กศ.ด. การบริหารการศึกษา</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

