<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection: Faculty of Nursing</title>
  <link rel="alternate" href="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/4471" />
  <subtitle>Faculty of Nursing</subtitle>
  <id>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/4471</id>
  <updated>2026-04-07T14:26:05Z</updated>
  <dc:date>2026-04-07T14:26:05Z</dc:date>
  <entry>
    <title>อิทธิพลของการได้รับการเสริมสร้างพลังอำนาจและวัฒนธรรมองค์การต่อสมรรถนะ ของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เขตภาคเหนือ</title>
    <link rel="alternate" href="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6883" />
    <author>
      <name>ศุภลักษณ์ สิทธิอักษร</name>
    </author>
    <id>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6883</id>
    <updated>2026-02-23T06:03:28Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: อิทธิพลของการได้รับการเสริมสร้างพลังอำนาจและวัฒนธรรมองค์การต่อสมรรถนะ ของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เขตภาคเหนือ
Authors: ศุภลักษณ์ สิทธิอักษร
Abstract: การวิจัยเชิงพยากรณ์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพ&#xD;
การได้รับการเสริมสร้างพลังอำนาจ และวัฒนธรรมองค์การของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาล&#xD;
มหาวิทยาลัย เขตภาคเหนือ และ 2) อิทธิพลของการได้รับการเสริมสร้างพลังอำนาจและวัฒนธรรม&#xD;
องค์การต่อสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพ&#xD;
กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพระดับปฏิบัติการที่มีประสบการณ์การทำงานตั้งแต่&#xD;
1 ปีขึ้นไป ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เขตภาคเหนือ จำนวนเตียงน้อยกว่า 500 เตียง จำนวน&#xD;
3 โรงพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง 142 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิโดยคำนวณตามสัดส่วน&#xD;
ประชากร เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ประกอบด้วย 4 ส่วน คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป&#xD;
การได้รับการเสริมสร้างพลังอำนาจ วัฒนธรรมองค์การ และสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพ ตรวจสอบ&#xD;
ความตรงของเนื้อหาของแบบสอบถามการเสริมสร้างพลังอำนาจ วัฒนธรรมองค์การ และสมรรถนะ&#xD;
ของพยาบาลวิชาชีพ ได้ค่า CVI เท่ากับ 0.92, 0.99 และ 1 ตามลำดับ และค่าความเที่ยงของ&#xD;
แบบสอบถามเท่ากับ 0.94, 0.92 และ 0.97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณหาค่าร้อยละ&#xD;
ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์สมการถดถอย&#xD;
พหุคูณแบบขั้นตอน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า&#xD;
1. ระดับการได้รับการเสริมสร้างพลังอำนาจตามการรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพ โดยภาพรวม&#xD;
อยู่ในระดับสูง (X̅= 3.99, S.D.= .48)ง&#xD;
2. ระดับของวัฒนธรรมองค์การตามการรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพ มีวัฒนธรรมองค์การแบบ&#xD;
สร้างสรรค์โดยภาพรวมในระดับสูง (X̅= 4.26, S.D.= .47) วัฒนธรรมองค์การลักษณะตั้งรับ-เฉื่อยชา&#xD;
โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง (X̅= 3.66, S.D.= .42) และวัฒนธรรมองค์การลักษณะตั้งรับ-ก้าวร้าวโดย&#xD;
ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (X̅= 2.97, S.D.= .62)&#xD;
3. ระดับการรับรู้ถึงการแสดงออกสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพในภาพรวมพบว่า&#xD;
อยู่ในระดับสูงมาก (X̅= 4.34, S.D.= .40)&#xD;
4. วัฒนธรรมองค์การแบบสร้างสรรค์และการได้รับการเสริมสร้างพลังอำนาจสามารถ&#xD;
ร่วมกันพยากรณ์สมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพ ได้ร้อยละ 47.7 (R2 = .477) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ&#xD;
ที่ระดับ .05
Description: วิทยานิพนธ์ พย.ม. การบริหารทางการพยาบาล</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ผลของโปรแกรมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรค หลอดเลือดสมอง และระดับความดันโลหิตในกลุ่มวัยทำงานที่ไม่สามารถ ควบคุมระดับความดันโลหิตได้ จังหวัดกำแพงเพชร</title>
    <link rel="alternate" href="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6847" />
    <author>
      <name>ปาลิดา แสนบุญมา</name>
    </author>
    <id>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6847</id>
    <updated>2026-02-09T07:49:29Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ผลของโปรแกรมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรค หลอดเลือดสมอง และระดับความดันโลหิตในกลุ่มวัยทำงานที่ไม่สามารถ ควบคุมระดับความดันโลหิตได้ จังหวัดกำแพงเพชร
Authors: ปาลิดา แสนบุญมา
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรม&#xD;
แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและระดับความดันโลหิต&#xD;
ในกลุ่มวัยทำงานที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ จังหวัดกำแพงเพชร โดยประยุกต์ใช้&#xD;
ทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 62 คน แบ่งเป็น กลุ่มทดลอง จำนวน&#xD;
31 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 31 คน โดยกลุ่มทดลองจะได้รับโปรแกรมป้องกันโรคหลอดเลือด&#xD;
สมองตามที่ผู้วิจัยกำหนด ได้แก่ การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรค การรับรู้ความรุนแรงของโรค&#xD;
การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันโรค การรับรู้ต่ออุปสรรคของการป้องกันโรค และสิ่งชักนำให้เกิด&#xD;
การปฏิบัติ ส่วนกลุ่มควบคุมจะได้รับการพยาบาลตามปกติ โดยระยะเวลาในการดำเนินการทั้งหมด&#xD;
8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงเปรียบเทียบt – test ผลการศึกษา&#xD;
พบว่า หลังจากการใช้โปรแกรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรม&#xD;
การป้องกันโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าก่อนทดลอง และมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ&#xD;
ทางสถิติที่ระดับ .05 และมีระดับความดันโลหิตเฉลี่ยต่ำกว่าก่อนการทดลองและน้อยกว่า&#xD;
กลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการป้องกัน&#xD;
โรคหลอดเลือดสมองมีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และระดับความดันโลหิต&#xD;
2921288404NU iThesis 64061304 thesis / recv: 22112567 23:13:39 / seq: 21
Description: วิทยานิพนธ์ พย.ม. การพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจต่อพฤติกรรมสุขภาพและระดับความดันโลหิต ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง</title>
    <link rel="alternate" href="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6843" />
    <author>
      <name>นฤมล เวียนรอบ</name>
    </author>
    <id>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6843</id>
    <updated>2026-02-09T04:19:22Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจต่อพฤติกรรมสุขภาพและระดับความดันโลหิต ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
Authors: นฤมล เวียนรอบ
Abstract: การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจต่อพฤติกรรม&#xD;
สุขภาพ และระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคความดัน&#xD;
โลหิตสูง อายุ 35 – 59 ปี อาศัยอยู่ในอำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่ม&#xD;
อย่างง่าย รวมจำนวน 60 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจ ซึ่งประยุกต์ใช้แนวคิด&#xD;
การเสริมสร้างพลังอำนาจของกิ๊บสัน จำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ จำนวน&#xD;
30 คน ระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวบข้อมูลได้แก่ เครื่องวัด&#xD;
ความดันโลหิต แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ ตรวจสอบความเชื่อมั่นโดยสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา&#xD;
ของครอนบาค มีค่าเท่ากับ 0.81 วิเคราะห์ข้อมูล โดยสถิติพรรณนา และสถิติทดสอบที&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจ มีค่าคะแนนเฉลี่ย&#xD;
พฤติกรรมสุขภาพสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&#xD;
นอกจากนั้นกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจ มีค่าเฉลี่ยระดับความดัน&#xD;
โลหิตซิสโตลิกและไดแอสโตลิกต่ำกว่าก่อนการทดลอง และต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญ&#xD;
ทางสถิติที่ระดับ .05
Description: วิทยานิพนธ์ พย.ม. การพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมสุขภาพ ระดับน้ำตาลสะสม ในเลือด และอัตราการกรองของไตของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเรื้อรัง</title>
    <link rel="alternate" href="http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6823" />
    <author>
      <name>กาญจนา แก้วเทศ</name>
    </author>
    <id>http://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/6823</id>
    <updated>2026-01-31T09:51:45Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมสุขภาพ ระดับน้ำตาลสะสม ในเลือด และอัตราการกรองของไตของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเรื้อรัง
Authors: กาญจนา แก้วเทศ
Abstract: การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริม&#xD;
สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมสุขภาพและอัตราการกรองของไตในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะ&#xD;
ไตเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเรื้อรัง โรงพยาบาลชุมตาบง จังหวัด&#xD;
นครสวรรค์ จำนวน 60 คน โดยคัดเลือกแบบสุ่มอย่างง่าย ตามคุณสมบัติที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่ม&#xD;
ทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตน&#xD;
ซึ่งผู้วิจัยประยุกต์จากทฤษฎีการรับรู้ความสามารถแห่งตน ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ&#xD;
1) ประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จ 2) การใช้ตัวแบบ 3) การใช้คำพูดชักจูง และ 4) การกระตุ้น&#xD;
ทางอารมณ์โปรแกรมใช้ระยะเวลา ศึกษา 12 สัปดาห์ เครื่องมือใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล&#xD;
ประกอบด้วย ผลการวิเคราะห์ค่าระดับน้ำตาลสะสมในเลือดค่าอัตราการกรองของไต และ&#xD;
แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน CVI เท่ากับ 0.97&#xD;
และได้ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาค (Cronbach's alpha coefficient) ที่ระดับ 0.78&#xD;
วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสถิติ Paired&#xD;
t-test และ Independent t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05&#xD;
ผลการวิจัย พบว่า&#xD;
1. พฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเรื้อรัง ของกลุ่มทดลอง&#xD;
ระหว่างหลังการทดลองแตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05&#xD;
2. พฤติกรรมสุขภาพหลังการทดลองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่2 ที่มีภาวะไตเรื้อรัง&#xD;
ในกลุ่มทดลองแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05จ&#xD;
3. ระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเรื้อรัง ของกลุ่ม&#xD;
ทดลองระหว่างหลังการทดลองแตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05&#xD;
4. ระดับน้ำตาลสะสมในเลือดหลังการทดลองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไต&#xD;
เรื้อรัง ในกลุ่มทดลองแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05&#xD;
5. อัตราการกรองของไตผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเรื้อรัง ของกลุ่มทดลอง&#xD;
หลังการทดลองแตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05&#xD;
6. อัตราการกรองของไตหลังการทดลองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเรื้อรั้งของ&#xD;
ในกลุ่มทดลองแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05&#xD;
ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนสามารถปรับเปลี่ยน&#xD;
พฤติกรรมสุขภาพ ลดระดับระดับน้ำตาลสะสมในเลือดและเพิ่มอัตราการกรองของไตในผู้ป่วยเบาหวาน&#xD;
ชนิดที่ 2 ที่มีภาวะไตเรื้อรังในระยะ 3a ได้ พยาบาลวิชาชีพและเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพอื่น ๆ สามารถ&#xD;
นำโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนนี้ไปประยุกต์ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะ&#xD;
ไตเรื้อรัง
Description: วิทยานิพนธ์ พย.ม. การพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

